เทรด Forex คู่เงินไหนดี?

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า การเลือกคู่เงินที่ใช่นั้นสำคัญมาก ๆ เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการทำกำไรและความเสี่ยงในการเทรดของพี่ๆเทรดเดอร์ ในแต่ละคู่เงินก็มีเอกลักษณ์และพฤติกรรมการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันไป บางคู่เหมาะกับการเทรดระยะสั้น บางคู่เหมาะกับการถือยาว

น้องเลยรวบรวมข้อมูลและสถิติจริงมาให้เหล่าเทรดเดอร์มือใหม่ ได้เลือกคู่เงินที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของแต่ละคน พร้อมแล้วไปดูกันเลยครับว่า คู่เงินไหนที่น่าสนใจที่สุดในปีนี้! แต่ก่อนจะไปถึงเรื่อนนั้น จะมาอธิบายว่าทำไมบางคู่เงินถึง “ดี” สำหรับการเทรด โดยใช้ตัวชี้วัดที่เป็นตัวเลขจริง เพื่อให้เทรดเดอร์ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วย ดังนี้

ตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าคู่เงินไหน “ดี” สำหรับการเทรด

  1. ปริมาณการซื้อขาย (Daily Trading Volume)
    • EUR/USD: ประมาณ 30% ของตลาด Forex ทั้งหมด (>$1.6 ล้านล้านต่อวัน)
    • GBP/USD: ประมาณ 12% (~$650 พันล้านต่อวัน)
    • USD/JPY: ประมาณ 17% (~$900 พันล้านต่อวัน)
  2. ส่วนต่างราคาซื้อขาย (Average Spread)
    • EUR/USD: 0.1-0.3 pips
    • GBP/USD: 0.5-1.0 pips
    • USD/JPY: 0.2-0.4 pips
    • AUD/USD: 0.3-0.6 pips
    • USD/CAD: 0.5-0.8 pips
  3. ความผันผวนเฉลี่ยต่อวัน (Average Daily Volatility)
    • EUR/USD: 60-80 pips
    • GBP/USD: 80-100 pips
    • USD/JPY: 50-70 pips
    • AUD/USD: 70-90 pips
    • USD/CAD: 60-80 pips

แนะนำ 5 คู่เงินที่เทรดง่ายสุดในตลาด Forex

ขอแนะนำคู่เงินที่เหมาะสำหรับการเทรด Forex ที่ง่ายมากที่สุด โดยเฉพาะสำหรับเทรดเดอร์ ที่เพิ่งเริ่มต้น เพราะการเลือกคู่เงินให้เหมาะกับสไตล์การเทรดนั้นสำคัญมาก ๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการเทรด Forex เลย

5 คู่เงินที่เทรดง่ายสุดในตลาด Forex คือ

  • EUR/USD – ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ
  • GBP/USD – ปอนด์/ดอลลาร์สหรัฐ
  • USD/JPY – ดอลลาร์สหรัฐ/เยน
  • AUD/USD – ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ดอลลาร์สหรัฐ
  • USD/CAD – ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์แคนาดา

1. EUR/USD – คู่เงินยอดนิยมที่เทรดง่ายที่สุด!

EUR/USD นี่ถูกเรียกว่า “คู่เงินราชา” (King of Forex) เพราะนอกจากจะมีปริมาณการเทรดสูงที่สุดแล้ว ยังมีอิทธิพลต่อทิศทางของคู่เงินอื่น ๆ ด้วย เวลาที่ EUR/USD เคลื่อนไหว คู่เงินอื่นมักจะวิ่งตาม นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เทรดเดอร์มืออาชีพหลายคนชอบจับตาดูคู่นี้เป็นพิเศษ

EUR/USD ถือเป็นคู่เงินที่มีปริมาณการเทรดสูงที่สุดในตลาด Forex มีความน่าสนใจหลายอย่างที่ทำให้เหมาะกับมือใหม่มาก

  • สกุลเงินของสหภาพยุโรป / สหรัฐอเมริกา
  • ฉายา: “Fiber” หรือ “Euro”
  • เป็นคู่เงินที่มีปริมาณการเทรดสูงที่สุดในตลาด Forex
  • สภาพคล่องสูงมาก ทำให้เข้า-ออกตำแหน่งได้ง่าย
  • Spread แคบ ช่วยประหยัดต้นทุนในการเทรด
  • เคลื่อนไหวไม่รุนแรงเกินไป เหมาะสำหรับการฝึกฝนการเทรด
  • ข้อมูลข่าวสารหาง่าย เพราะเป็นคู่เงินยอดนิยม
  • คู่เงิน EUR/USD เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบติดตามข่าวเศรษฐกิจ เพราะไวต่อการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ
  • ดีที่สุดสำหรับการทำ News Trading โดยเฉพาะช่วงประกาศ Non-Farm Payroll หรือการประชุม Fed และ ECB
  • เหมาะกับการเทรดช่วงที่ตลาดยุโรปและอเมริกาเปิดทับซ้อนกัน (18:00-22:00 น. เวลาไทย)
  • นิยมใช้ในการทำ Grid Trading เพราะการเคลื่อนไหวมีรูปแบบที่ค่อนข้างแน่นอน

ข้อดีข้อเสียของคู่เงิน EUR/USD

ข้อดี ข้อเสีย
1. สภาพคล่องสูงที่สุดในตลาด (30% ของ Forex) 1. การแข่งขันสูงเพราะเทรดเดอร์มากที่สุด
2. Spread ต่ำที่สุด (0.1-0.3 pips) 2. การเคลื่อนไหวช้าในบางช่วง
3. ข้อมูลและบทวิเคราะห์หาได้ง่ายที่สุด 3. ไวต่อข่าวมาก อาจพลิกทิศทางกะทันหัน
4. เคลื่อนไหวเป็นระบบ ทำนายทิศทางง่าย 4. ต้องติดตามข่าวทั้งยุโรปและอเมริกา
5. ค่าธรรมเนียมการเทรดต่ำ 5. ผันผวนน้อย ต้องใช้ทุนมากถึงได้กำไรดี
6. เหมาะกับทุกสไตล์การเทรด 6. อาจถูกกระทบจากวิกฤตการเงินในยุโรป
7. มีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคมากมาย 7. ราคาอาจถูกบิดเบือนจากการแทรกแซงของ ECB
8. ช่วงเวลาเทรดยาว (14-24 ชั่วโมง) 8. ยากต่อการทำกำไรในช่วงตลาดเอเชีย
9. มีโบรกเกอร์รองรับจำนวนมาก 9. มีการเก็งกำไรจากกองทุนขนาดใหญ่บ่อย
10. เป็นคู่เงินที่มีเสถียรภาพสูง 10. อาจได้รับผลกระทบจากการเมืองในยุโรป

 

2. GBP/USD – คู่เงินที่มีโอกาสทำกำไรสูง

เทรดเดอร์ รู้มั้ยครับว่า GBP/USD นี่เค้าขนานนามว่าเป็น “Cable” ในวงการเทรดเดอร์ ฉายานี้มีที่มาจากสมัยศตวรรษที่ 19 ที่มีการวางสายเคเบิลใต้ทะเลแอตแลนติกเพื่อส่งข้อมูลราคาระหว่างลอนดอนและนิวยอร์ก ทำให้การซื้อขายเงินตราระหว่างสองประเทศนี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเทรด Forex สมัยใหม่เลยทีเดียว

  • สกุลเงินของสหราชอาณาจักร / สหรัฐอเมริกา
  • ฉายา: “Cable” (มาจากสายเคเบิลใต้ทะเลที่ใช้ส่งราคาระหว่างอังกฤษ-อเมริกาในอดีต)
  • คู่เงินที่เก่าแก่ที่สุดในตลาด Forex

เด่นในเรื่อง:

  • มีความผันผวนพอสมควร เปิดโอกาสให้ทำกำไรได้ดี
  • เคลื่อนไหวเป็นเทรนด์ชัดเจน ง่ายต่อการวิเคราะห์ทิศทาง
  • มีสภาพคล่องสูง แต่น้อยกว่า EUR/USD นิดหน่อย
  • ไวต่อข่าวเศรษฐกิจ โดยเฉพาะข่าวจากอังกฤษและสหรัฐฯ
  • เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ชอบความผันผวนสูง และรับความเสี่ยงได้มาก
  • ดีเยี่ยมสำหรับการทำ Breakout Trading เพราะมักมีการเคลื่อนไหวทะลุแนวรับ/ต้านอย่างรุนแรง
  • เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับ Price Action Trading เพราะสร้างรูปแบบกราฟที่ชัดเจน
  • ให้ผลดีกับการใช้กลยุทธ์ London Breakout ในช่วงเปิดตลาดลอนดอน

ข้อดีข้อเสียของคู่เงิน GBP/USD

ข้อดี ข้อเสีย
1. ความผันผวนสูง โอกาสทำกำไรมาก 1. Spread กว้าง (0.5-1.0 pips)
2. เทรนด์ชัดเจน เห็นจุดเข้า-ออกง่าย 2. ความเสี่ยงสูงในช่วงข่าวสำคัญ
3. เหมาะกับ Price Action Trading 3. ต้นทุนการเทรดสูง
4. สัญญาณทางเทคนิคแม่นยำ 4. ขาดทุนได้รวดเร็วหากวิเคราะห์ผิด
5. มีประวัติการเทรดยาวนาน 5. ไม่เหมาะกับผู้ที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
6. สภาพคล่องสูงในช่วงตลาดลอนดอน 6. อ่อนไหวต่อข่าว Brexit และการเมืองอังกฤษ
7. เหมาะกับการเทรดระยะสั้น 7. ต้องใช้เงินทุนสูงเพื่อรับความผันผวน
8. มีรูปแบบการเบรคเอาท์ชัดเจน 8. มีช่วงเวลาเทรดที่จำกัด
9. ให้ผลตอบแทนสูงเมื่อจับทิศทางถูก 9. ต้องติดตามข่าวเศรษฐกิจตลอดเวลา
10. เหมาะกับการทำ Scalping 10. Stop Loss มักถูกกระทบบ่อย

 

3. USD/JPY – คู่เงินที่เคลื่อนไหวนุ่มนวล

USD/JPY มักถูกเรียกว่า “Ninja” คือมันมักจะสะท้อนความกังวลของตลาดการเงินโลก เวลาที่เกิดวิกฤตหรือความไม่แน่นอน นักลงทุนมักจะวิ่งเข้าหาเยนญี่ปุ่นเพราะถือเป็น “สกุลเงินปลอดภัย” ทำให้คู่เงินนี้เป็นเหมือนเครื่องวัดความกลัวของตลาดได้อย่างแม่นยำ!

USD/JPY เป็นคู่เงินที่เหมาะมาก ๆ สำหรับมือใหม่

  • สกุลเงินของสหรัฐอเมริกา / ญี่ปุ่น
  • ฉายา: “Ninja” หรือ “Gopher”
  • เป็นคู่เงินที่ได้รับความนิยมมากในเอเชีย

เพราะ:

  • เคลื่อนไหวค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่ค่อยมีการกระโดดแบบรุนแรง
  • เทรนด์ชัดเจน มักวิ่งเป็นแนวโน้มให้เห็นชัด
  • ช่วงเวลาเทรดดี เพราะตลาดญี่ปุ่นเปิดก่อนใคร
  • Spread ไม่แพง ช่วยลดต้นทุนการเทรด
  • เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ตื่นเช้า ชอบเทรดช่วง 6:00-9:00 น. (ตลาดโตเกียว)
  • ดีเยี่ยมสำหรับการทำ Carry Trade เพราะมี Interest Rate Differential สูง
  • นิยมใช้เป็นคู่เงินหลักในการทำ Risk Sentiment Trading
  • เหมาะสำหรับการทำ Range Trading ในช่วงตลาดเอเชีย เพราะมักเคลื่อนไหวในกรอบ

ข้อดีข้อเสียของคู่เงิน USD/JPY

ข้อดี ข้อเสีย
1. เคลื่อนไหวนุ่มนวล ไม่กระชาก 1. บางช่วงเคลื่อนไหวช้ามาก
2. เป็นคู่เงินปลอดภัยช่วงตลาดผันผวน 2. ไวต่อนโยบาย BOJ มาก
3. เทรดได้ตั้งแต่เช้า (ตลาดโตเกียว) 3. อาจพลิกผันเมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีปัญหา
4. Spread ปานกลาง (0.2-0.4 pips) 4. แกว่งตัวในกรอบแคบบ่อย
5. รูปแบบทางเทคนิคแม่นยำ 5. กำไรต่อการเทรดอาจน้อย
6. เหมาะกับการเทรดตามแนวโน้ม 6. ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น
7. ดีสำหรับการทำ Carry Trade 7. ต้องติดตามนโยบายอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่น
8. มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นญี่ปุ่น 8. มีความซับซ้อนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
9. เหมาะกับการเทรดในช่วงเช้า 9. อาจมีการแทรกแซงจาก BOJ
10. มีสภาพคล่องดีในตลาดเอเชีย 10. ยากสำหรับการทำ Scalping

 

4. AUD/USD – คู่เงินที่เหมาะกับสายเทรดตามเทรนด์

AUD/USD หรือที่เรียกกันว่า “Aussie” นี่เหมาะมาก ๆ สำหรับเทรดเดอร์ ที่ชอบเทรดตามเทรนด์ ซึ่งมีความพิเศษตรงที่มันไม่ได้แค่เคลื่อนไหวตามราคาทองคำและแร่เหล็กเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนตัวแทนของเศรษฐกิจจีนในตลาด Forex ด้วย! เพราะออสเตรเลียเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบรายใหญ่ให้จีน ดังนั้นถ้าอยากรู้ว่าเศรษฐกิจจีนเป็นยังไง ดู AUD/USD ก็พอจะเดาทิศทางได้

  • สกุลเงินของออสเตรเลีย / สหรัฐอเมริกา
  • ฉายา: “Aussie”
  • คู่เงินที่เคลื่อนไหวตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์

เพราะ:

  • มักวิ่งเป็นเทรนด์ยาว ๆ ให้โอกาสทำกำไรดี
  • ไวต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำและเหล็ก
  • มีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจจีน ช่วยให้คาดการณ์ทิศทางได้
  • สภาพคล่องดี แม้จะไม่สูงเท่าคู่หลัก ๆ
  • เหมาะกับเทรดเดอร์ที่เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ตลาดทองคำและแร่เหล็ก
  • ดีมากสำหรับการทำ Correlation Trading โดยใช้ควบคู่กับการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์
  • เหมาะกับการทำ Swing Trading เพราะมักมีการเคลื่อนไหวเป็นเทรนด์ยาว
  • ใช้ได้ผลดีกับการทำ Asian Session Breakout Strategy

ข้อดีข้อเสียของคู่เงิน AUD/USD

ข้อดี ข้อเสีย
1. สัมพันธ์กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 1. ไวต่อข่าวเศรษฐกิจจีนมาก
2. มักวิ่งเป็นเทรนด์ยาว 2. ผันผวนสูงช่วงตลาดจีนเปิด
3. Spread ปานกลาง (0.3-0.6 pips) 3. สภาพคล่องต่ำกว่าคู่หลัก
4. เหมาะกับ Swing Trading 4. ต้องติดตามราคาทองและแร่
5. สัมพันธ์กับตลาดหุ้นเอเชีย 5. เวลาเทรดอาจไม่สะดวก
6. ให้สัญญาณทางเทคนิคชัดเจน 6. อ่อนไหวต่อนโยบาย RBA
7. เคลื่อนไหวตามดัชนี Commodity 7. ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
8. เหมาะกับการเทรดตามข่าว 8. ต้องติดตามเศรษฐกิจหลายประเทศ
9. มีรูปแบบการเบรคเอาท์ชัดเจน 9. เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีน
10. ดีสำหรับการทำ Correlation Trading 10. มีความผันผวนสูงในช่วงวิกฤต

 

5. USD/CAD – คู่เงินที่เชื่อมโยงกับน้ำมัน

USD/CAD มีฉายาว่า Loonie เพราะแคนาดาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ ทำให้ราคาน้ำมันมีผลต่อค่าเงิน CAD โดยตรง ถ้าน้ำมันขึ้น CAD มักจะแข็งค่า ถ้าน้ำมันลง CAD ก็มักจะอ่อนค่า ทำให้คู่เงินนี้เป็นที่ชื่นชอบของเทรดเดอร์ที่ชอบเทรดตามราคาน้ำมัน

USD/CAD เป็นคู่เงินที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเทรดเดอร์ ที่ชอบติดตามตลาดน้ำมัน

  • สกุลเงินของสหรัฐอเมริกา / แคนาดา
  • ฉายา: “Loonie” (มาจากนกลูน สัญลักษณ์บนเหรียญดอลลาร์แคนาดา)
  • คู่เงินที่เคลื่อนไหวสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน

เพราะ:

  • เคลื่อนไหวสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน ช่วยให้วิเคราะห์ง่ายขึ้น
  • ความผันผวนปานกลาง ไม่รุนแรงจนเกินไป
  • Spread ไม่แพง เหมาะสำหรับการเทรดระยะสั้น
  • ช่วงเวลาเทรดดี เพราะตลาดอเมริกาเหนือคึกคักมาก
  • เหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีความรู้เรื่องตลาดน้ำมันดิบ
  • ยอดเยี่ยมสำหรับ Hedge Trading สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นน้ำมัน
  • เหมาะกับการทำ Counter-trend Trading ในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน
  • นิยมใช้ในการทำ North American Session Trading เพราะสภาพคล่องสูงในช่วงนี้

ข้อดีข้อเสียของคู่เงิน USD/CAD

ข้อดี ข้อเสีย
1. เคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน 1. Spread ค่อนข้างสูง (0.5-0.8 pips)
2. ความผันผวนปานกลาง 2. ต้องติดตามตลาดน้ำมันตลอด
3. มีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่คาดเดาได้ 3. บางครั้งสวนทางกับปัจจัยพื้นฐาน
4. ช่วงเวลาเทรดดี (ตลาดอเมริกาเหนือ) 4. สภาพคล่องต่ำช่วงเอเชีย
5. ดีสำหรับ Hedging กับการลงทุนน้ำมัน 5. ได้รับผลกระทบจาก OPEC
6. เหมาะกับการเทรดตามเทรนด์ 6. ต้องติดตามนโยบาย BOC
7. มีความสัมพันธ์กับราคา Commodities 7. อ่อนไหวต่อความสัมพันธ์ US-Canada
8. ดีสำหรับ Range Trading 8. ต้องระวังช่วงประกาศข้อมูลการจ้างงาน
9. เหมาะกับการทำ Grid Trading 9. มีความซับซ้อนในการวิเคราะห์
10. มีสภาพคล่องดีในช่วงตลาดอเมริกา 10. ยากต่อการทำกำไรในช่วงตลาดเอเชีย

 

ทิปส์เพิ่มเติมสำหรับการเลือกคู่เงิน!

มีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ มาแนะนำ คือ

  • เริ่มต้นจากคู่เดียว ให้ชำนาญก่อนค่อยขยับไปคู่อื่น
  • ศึกษาช่วงเวลาที่ตลาดคึกคัก ของแต่ละคู่เงิน
  • ดูความสัมพันธ์กับปัจจัยภายนอก เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือดัชนีหุ้น
  • เลือกให้เข้ากับทุน และเวลาที่มีในการเทรด

สรุป: เลือกคู่เงินให้เหมาะกับตัวเอง

การเลือกคู่เงินที่ใช่ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเลือกให้เหมาะกับสไตล์การเทรด เงินทุน และเวลาที่มี น้องแนะนำให้เทรดเดอร์ ลองเทรดในบัญชีทดลองก่อน เพื่อหาคู่เงินที่เข้ากับตัวเองที่สุด

อย่าลืมนะ! ไม่ว่าจะเลือกคู่เงินไหน การบริหารความเสี่ยงที่ดีคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเทรด Forex และเทรดเดอร์ต้องพิจารราปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ร่วมด้วย นั้นคือ

  1. พิจารณาเวลาที่มี:
  • ถ้าเทรดช่วงเช้า แนะนำ USD/JPY หรือ AUD/USD
  • ถ้าเทรดช่วงบ่าย เหมาะกับ EUR/USD หรือ GBP/USD
  • ถ้าเทรดช่วงกลางคืน USD/CAD คือตัวเลือกที่ดี
  1. ดูสไตล์การเทรดของตัวเอง:
  • สาย Scalping ควรเลือก EUR/USD เพราะ Spread ต่ำ
  • สาย Swing Trading เหมาะกับ GBP/USD หรือ AUD/USD
  • สาย News Trading ควรจับ EUR/USD หรือ GBP/USD