ใครคือ 1% Investor?

นักลงทุน หรือ เทรดเดอร์ กลุ่มนี้คือคนที่ “อยู่รอดและรวย” จากตลาดได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่โชคดีในช่วงสั้น

  • ไม่ใช่คนที่เข้ามาแล้วกำไรไว ๆ แล้วหายไปจากตลาด
  • พวกเขาผ่านทั้งช่วงขาขึ้น ขาลง และช่วงตลาดนิ่ง ๆ มาแล้วหลายรอบ
  • จุดเด่นคือ “การอยู่รอด” ก่อน “การเติบโต”

ช่วงตลาดหุ้นวิกฤตในปี 2008 และ 2020 มีนักลงทุนมากมายถอนตัวหรือพอร์ตพัง แต่ 1% Investor กลับอยู่ในตลาดต่อ และฟื้นตัวพร้อมทำกำไรระยะยาวได้

คิดต่างจากคนหมู่มาก ไม่ได้ตามกระแส แต่มีหลักคิดที่มั่นคง

  • ไม่รีบซื้อหุ้นตามข่าว หรือหลงไปกับเทรนด์ชั่วคราว
  • มีระบบคิดวิเคราะห์เป็นของตัวเอง เช่น เน้นปัจจัยพื้นฐาน หรือพฤติกรรมราคา
  • ไม่หวั่นไหวแม้จะโดนค้านหรือวิจารณ์จากคนอื่น

ในช่วงที่คริปโตพุ่งแรงจนคนแห่เข้าซื้อ 1% Investor อาจยังไม่ขยับ เพราะยังไม่เห็นปัจจัยพื้นฐานหรือราคาที่ยุติธรรม

ใช้เวลาเรียนรู้ตลาดจนเข้าใจลึกซึ้ง และไม่ตื่นตระหนกเมื่อเจอความผันผวน

  • พวกเขารู้ว่าความผันผวนคือ “ธรรมชาติของตลาด” ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
  • ไม่เทขายเพราะความกลัว และไม่ซื้อเพราะความโลภ
  • ทุกครั้งที่พอร์ตติดลบ จะกลับมาทบทวนระบบ ไม่ใช่อารมณ์

ช่วงที่ Fed ประกาศขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นผันผวนหนัก นักลงทุนทั่วไปเทขายเพราะกลัว แต่ 1% Investor ประเมินโอกาสจากการปรับตัวของธุรกิจ และทยอยสะสมหุ้นดีในราคาถูก

ภาพแสดงถึงการอยู่รอดในตลาด ของ 1% Investor จากความคิดต่าง ไม่ตื่นตระหนก ที่ทำให้อยู่รอด 

กรอบความคิดแบบ 1% Investor

  • ไม่มองการลงทุนเป็นการพนัน แต่มองเป็นการทำธุรกิจ
  • ยอมขาดทุนเล็กน้อยเพื่อรักษากำไรระยะยาว
  • สนใจ “ความเสี่ยงที่ควบคุมได้” มากกว่า “ผลตอบแทนสูงสุด”
  • เข้าใจว่า “โอกาสดี” ไม่ได้มาทุกวัน จึงรออย่างมีวินัย

นักลงทุนทั่วไปอาจซื้อหุ้นตามข่าว เช่น หุ้น EV พุ่งแรงก็รีบเข้าโดยไม่มีแผน แต่ 1% Investor จะประเมินมูลค่ากิจการก่อนตัดสินใจ และไม่กลัวที่จะ “ไม่ตามกระแส”

กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงแบบมืออาชีพ

  • จำกัดความเสี่ยงต่อการลงทุนแต่ละครั้ง เช่น ไม่เกิน 1-2% ของพอร์ต
  • ตั้ง Stop Loss ไว้ล่วงหน้าเสมอ ไม่เปลี่ยนใจเมื่อขาดทุน
  • กระจายการลงทุนอย่างสมดุล เพื่อไม่ให้พอร์ตพังจากสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง


ในปีที่ตลาดคริปโตฯ ร่วง นักลงทุนที่เทหมดหน้าตักในเหรียญเดียวอย่าง LUNA สูญเงินเกือบ 100% แต่ 1% Investor ที่จัดพอร์ตดี อาจได้รับผลกระทบแค่บางส่วน เพราะกระจายความเสี่ยงไว้แล้ว

วิธีการเลือกสินทรัพย์และลงทุนอย่างมีชั้นเชิง

  • ศึกษาปัจจัยพื้นฐานของกิจการ เช่น งบการเงิน โมเดลธุรกิจ
  • วิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมและจังหวะเข้าซื้อที่เหมาะสม
  • ไม่ไล่ตามราคาที่ขึ้นแรงเกินพื้นฐาน

หุ้น A มีรายได้โตต่อเนื่องทุกปี ไม่มีหนี้สูง และมีแผนขยายธุรกิจชัดเจน แม้ราคาไม่หวือหวา แต่กลับให้ผลตอบแทนมั่นคงในระยะ 5 ปี ขณะที่หุ้น B ฮิตชั่วคราว พุ่งแรงแต่สุดท้ายดิ่งลง

วินัยและระบบคือหัวใจสำคัญ

  • มีแผนการลงทุนชัดเจนตั้งแต่ก่อนเข้า เทรด
  • บันทึกการลงทุนทุกครั้ง เพื่อวิเคราะห์ผลย้อนหลัง
  • ปรับปรุงกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ลงทุนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า

นักลงทุนรายหนึ่งทำสมุดบันทึกการเทรดทุกวัน เขียนว่าซื้ออะไรเพราะอะไร และผลเป็นอย่างไร ผ่านไป 1 ปีพบว่า กลยุทธ์ที่ใช้ในบางสถานการณ์ได้ผลดี จึงค่อย ๆ ปรับให้แม่นยำขึ้น

ภาพแสดงถึงการเปรียบเทียบว่า นักลงทุนทั่วไป กับ 1% นักลงทุนที่คิดต่าง มักจะไม่ตามกระแส พร้อมกับประเมินมูลค่าก่อนที่จะตัดสินใจ 

การใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึก

  • ใช้ข้อมูลจริง ไม่อิงความรู้สึก
  • วิเคราะห์แนวโน้มตลาดจากปัจจัยเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และพฤติกรรมของนักลงทุนรายใหญ่
  • ติดตามข้อมูลจากแหล่งเชื่อถือได้ ไม่ตามโพสต์กระแส

เล่นเกมระยะยาว มีความอดทนที่คนทั่วไปไม่มี

  • เข้าใจว่าการลงทุนใช้เวลา ไม่คาดหวังรวยเร็ว
  • รับมือกับการแกว่งตัวของตลาดด้วยใจนิ่ง
  • ให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานแทนการไล่กำไรระยะสั้น

นักลงทุนในกองทุนดัชนี S&P500 ที่ถือยาวกว่า 10 ปี แทบไม่มีใครขาดทุน เพราะตลาดโดยรวมเติบโตเสมอในระยะยาว แต่หลายคนออกตอนตลาดตก ทำให้เสียโอกาส

ความผิดพลาดที่ 99% มักทำ และ 1% หลีกเลี่ยง

  • ซื้อเพราะกลัวตกขบวน กลัว ตกรถ ไม่ได้วางแผน
  • ไม่รู้จักพอใจในกำไร หวังมากเกินไปจนกำไรกลายเป็นขาดทุน
  • ขาดวินัย ขายหมู ตัดขาดทุนไม่เป็น


มีนักลงทุนรายหนึ่งกำไร 40% จากหุ้นตัวหนึ่ง แต่ไม่ยอมขายเพราะหวัง 100% สุดท้ายหุ้นปรับฐานแรง กลับมาขาดทุนแทนที่จะล็อกกำไร

นักลงทุนรายหนึ่งได้กำไรมาแล้ว 40% แต่ดันหวังให้ได้มากกว่า 100% ไม่ป้องกันความเสี่ยง หุ้นปรับฐาน กลายเป็นขาดทุนแทน 

ตัวอย่างนักลงทุนระดับโลกที่เข้าข่าย 1%

Warren Buffett – นักลงทุนแนว VI (Value Investing)

  • เชื่อในการลงทุนระยะยาวกับธุรกิจที่เข้าใจได้ง่าย มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน และมีทีมบริหารที่ดี
  • ไม่หลงตามกระแสหุ้นร้อน แต่เน้น “มูลค่าที่แท้จริง”
  • ถือหุ้นยาวนานเป็นสิบปี เช่น Coca-Cola และ American Express
  • ในช่วงวิกฤตปี 2008 ขณะที่คนส่วนใหญ่ตื่นกลัว Buffett กลับซื้อหุ้นธนาคารที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น Goldman Sachs ด้วยเงื่อนไขพิเศษ และได้รับผลตอบแทนสูงหลังตลาดฟื้นตัว

Ray Dalio – ผู้ก่อตั้งกองทุนยักษ์ Bridgewater Associates

  • ใช้การวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจมหภาค สร้างโมเดลจำลองเศรษฐกิจที่เรียกว่า “Economic Machine”
  • ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงสูงสุด ด้วยแนวคิด “All Weather Portfolio” ซึ่งออกแบบให้พอร์ตทนต่อทุกสภาพเศรษฐกิจ
  • มองว่าความล้มเหลวคือโอกาสในการเรียนรู้ เช่น เคยล้มเหลวจนบริษัทเกือบล้มละลาย แต่กลับฟื้นตัวได้เพราะใช้บทเรียนมาแก้ระบบ
  • ในปี 2008 พอร์ตของ Ray Dalio กลับไม่ขาดทุนอย่างรุนแรงเพราะจัดโครงสร้างพอร์ตแบบสมดุล รองรับทั้งภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืด

Peter Lynch – ผู้จัดการกองทุน Magellan ของ Fidelity

  • สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเกือบ 30% ตลอด 13 ปีที่บริหารกองทุน
  • มีหลักการว่า “ลงทุนในสิ่งที่รู้จัก” (Invest in what you know) เช่น ร้านอาหารหรือธุรกิจที่ใช้บริการประจำ
  • เชื่อว่านักลงทุนทั่วไปสามารถเอาชนะตลาดได้ ถ้าใช้ความรู้รอบตัวให้เป็นประโยชน์
  • ไม่พึ่งพาแค่ตัวเลข แต่ไปดูของจริง เช่น เยี่ยมร้านค้าหรือสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภค
  • เคยลงทุนใน Dunkin’ Donuts เพราะชอบร้านนี้อยู่แล้ว และพบว่ามีศักยภาพการเติบโตสูง จึงซื้อก่อนที่ตลาดจะมองเห็นโอกาส

ภาพแสดงถึงนักลงทุนระดับโลก ที่เข้าข่ายเป็น 1% เพราะทัศนคติที่มักจะคิดแตกต่าง และ ประเมินสถานการณ์ก่อนเสมอ ได้แก่ Warren Buffett, Ray Dalio และ Peter Lynch 

Charlie Munger – หุ้นส่วนคู่คิดของ Warren Buffett

  • มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Buffett ให้ลงทุนใน “ธุรกิจดีราคาสมเหตุสมผล” แทนการมองแค่ “ของถูก”
  • เน้นใช้ “mental models” หรือกรอบความคิดจากหลากหลายศาสตร์ เช่น คณิตศาสตร์ จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์การลงทุน
  • ยึดหลัก “Sit on your ass investing” คือ ถ้าไม่แน่ใจ ก็ไม่ต้องลงทุน ไม่ซื้อบ่อย แต่ซื้อแม่น
  • มีบทบาทในการแนะนำให้ Berkshire Hathaway ซื้อหุ้น See’s Candies เพราะเป็นธุรกิจที่มีแบรนด์แข็งแรง และมีอำนาจตั้งราคาสูง

George Soros – นักลงทุนสายเก็งกำไรระดับโลก

  • มีชื่อเสียงจากการทำกำไร 1,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ด้วยการ “ขายชอร์ตค่าเงินปอนด์” (Black Wednesday ปี 1992)
  • ใช้แนวคิด “Reflexivity” มองว่าตลาดไม่สะท้อนความจริง แต่สะท้อนความคาดหวังของคน
  • กล้าตัดสินใจเด็ดขาดในจังหวะสำคัญ โดยเน้น “ความน่าจะเป็น” มากกว่าความแน่นอน
  • การเดิมพันว่าธนาคารกลางอังกฤษไม่สามารถตรึงค่าเงินปอนด์ไว้ได้ และทำการขายชอร์ตจนสำเร็จ ทำให้เขาได้รับฉายา “The Man Who Broke the Bank of England”

Cathie Wood – นักลงทุนเทคโนโลยีแห่งยุคใหม่

  • ผู้ก่อตั้ง ARK Invest ที่เน้นลงทุนใน “นวัตกรรมพลิกโลก” เช่น AI, Genomics, Robotics และ FinTech
  • มั่นใจในการลงทุนกับเทคโนโลยีที่อาจดู “ล้ำหน้าเกินไป” สำหรับคนทั่วไป
  • แม้จะเผชิญความผันผวนสูง แต่ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ระยะยาว
  • ลงทุนใน Tesla มาตั้งแต่ราคาต่ำมาก เพราะเชื่อมั่นใน Elon Musk และการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แม้ช่วงแรกจะถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่สุดท้ายได้ผลตอบแทนมหาศาล

ภาพแสดงถึงนักลงทุนระดับโลก ที่เข้าข่ายเป็น 1% เพราะทัศนคติที่มักจะคิดแตกต่าง และ ประเมินสถานการณ์ก่อนเสมอ ได้แก่ Charlie Munger, George Soros และ นักลงทุนเทคโนโลยียุคใหม่ Cathie Wood 

คุณจะกลายเป็น 1% Investor ได้อย่างไร

  • เริ่มจากการเปลี่ยนมุมมอง: มองการลงทุนเป็นธุรกิจ
    • อย่ามองหุ้นหรือคริปโตเป็นแค่ “ป้ายราคาขึ้นลง”
    • ควรพิจารณาว่ากำลังเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจหรือแนวโน้มใหม่ที่มีคุณค่า
    • เมื่อคิดแบบเจ้าของธุรกิจ จะใส่ใจในคุณภาพ ไม่ใช่แค่ราคา
  • สร้างระบบการลงทุนของตนเอง และฝึกใช้จนเป็นนิสัย
    • ระบบที่ดีช่วยตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ เช่น กำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่า “ซื้อเมื่อ P/E ต่ำกว่า 10 + มี D/E ต่ำ”
    • ใช้บันทึกการลงทุนย้อนหลังเพื่อตรวจสอบว่าระบบของตนทำงานได้จริงหรือไม่
  • ศึกษาตลาดต่อเนื่อง ลงมือทดลองเล็ก ๆ แล้วค่อยพัฒนา
    • อย่ารอให้รู้ทุกอย่างก่อนลงทุน เพราะไม่มีวันนั้น
    • เริ่มจาก บัญชีเดโม หรือพอร์ตเล็ก ๆ เพื่อเก็บประสบการณ์จริง
    • การเรียนรู้จาก “การลงมือทำ” จะฝังแน่นกว่าการอ่านเฉย ๆ
  • ยอมรับความผิดพลาดเพื่อเรียนรู้ แทนที่จะกลัวขาดทุน
    • นักลงทุน 1% ไม่กลัวผิดพลาด แต่จะวิเคราะห์ทุกครั้งว่า “พลาดเพราะอะไร”
    • ความผิดพลาดจึงกลายเป็นต้นทุนการศึกษา ไม่ใช่ต้นทุนความเสียใจ

คลิปที่น่าสนใจ

ขอแนะนำคลิป วิธีเก็งกำไรสุดโหด ของ George Soros ที่อธิบายถึงเทคนิคของเขา จากช่อง @selfinvestment168

เป็นคลิปสั้นที่สรุปเรื่องออกมาได้น่าสนใจ และ เข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคของ นักลงทุน 1% รายนี้ 

สรุป 

ถ้าอยู่ในตลาดมาสักพัก จะเริ่มเห็นชัดเลยว่า คนที่ “รอด” และ “โตได้จริง” มีแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์  นี่แหละที่เรียกว่า 1% Investor พวกนี้ไม่ได้เทพ ไม่ได้ดวงดี แต่เขามีระบบ มีวินัย และที่สำคัญคือ “คิดไม่เหมือนคนส่วนใหญ่” เขาไม่ตามข่าว ไม่ไล่ซื้อของร้อนแรง ตัวอย่างเช่น ข่าว Non-Farm ที่กราฟวิ่งแรง แต่เลือกลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ มองระยะยาว และยอมเจ็บเพื่อเรียนรู้ คนที่อยากอยู่ในกลุ่มนี้ต้องเริ่มจากปรับมุมมอง ไม่มองแค่ตัวเลขขึ้นลง แต่คิดให้เหมือนเจ้าของกิจการ ฝึกสร้างระบบที่เหมาะกับตัวเอง ทดสอบจริงทีละนิด แล้วเก็บทุกบทเรียนมาปรับให้แกร่งขึ้น เพราะในตลาดนี้ ไม่ใช่ใครเร็วสุดที่ชนะ  แต่คือใครที่ “อยู่รอดได้นานที่สุด” ต่างหาก

อ้างอิง

FAQ — เปิดกลยุทธ์ของ 1% Investor คนส่วนน้อยที่รอดและรวย


ไม่จริง 100% คนที่พลิกชีวิตได้ ไม่ไช่ไม่กลัวความเสี่ยง แต่พวกเขากล้าแบบมีระบบ และจัดการความเสี่ยงได้โครตเก่ง ความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สิ่งที่แยก 1% ออกจากคนทั่วไปคือ พวกเขารู้ว่าความเสี่ยงไหน “ควรรับ” เพื่อแลกกับผลตอบแทน และพวกเขากล้าลุย “เมื่อรู้ว่าคุมความเสียหายได้” นั้นก็คือคิดก่อนเสมอว่า “ได้คุ้มเสีย” ไหม?
ใช้ได้จริง… แต่เฉพาะกับคนที่มีแผนเท่านั้น วลีนี้ของ Warren Buffett ฟังดูเท่ แต่มันไม่ได้แปลว่า “สวนกระแสแล้วจะรวย” มันหมายถึง “เมื่อคุณรู้ว่าราคาหลุดมูลค่าที่แท้จริง จงอย่ากลัวเหมือนคนอื่น” 1% Investor ไม่ใช่คนที่กล้าซื้อหุ้นทุกตัวตอนตลาดแดง แต่คือคนที่ วิเคราะห์แล้วรู้ว่าอะไรคือของดีที่ถูกทิ้งเกินเหตุ กล้าซื้อเพราะรู้คุณค่า ไม่ใช่ซื้อมั่วๆทิ้งไว้ แล้วรอคำคมทำงาน
คนที่พังแล้วกลับมาได้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่เจ็บ แต่เขาเจ็บปวดมาก จนจำขึ้นสมอง และไม่มีวันกลับไปทำแบบเดิมอีก แนวคิดของ 1% Investor มี 3 อย่างที่ช่วยดึงตัวเองกลับมาได้: 1) ยอมรับว่าตัวเองเคยพลาด แบบไม่โทษโชคชะตา 2) ย้อนดูว่า พลาดเพราะอะไร ไม่มีแผน? โลภ? ฟังตามคนอื่น? 3) เขียนบทเรียน แล้วเปลี่ยนมันเป็น “กฎเหล็กส่วนตัว” ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่ท้อในการเทรด ทุกคนในตลาดนี้เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ ล้วนเคยขาดทุนหนัก น้ำตาร่วงกันทั้งนั้น 

เพราะหลายคนเสพย์ความรู้เหมือนดูหนัง แต่ไม่เคยเอาไปทดลองใช้จริง หรือพอใช้ก็ไม่มีการจด วิเคราะห์ หรือปรับปรุง ซึ่งอันนี้ ไม่ได้เรียกว่า “รู้” แต่แค่ “เสียงลอยมาประดับหู” มากกว่า และนี่แหละทำให้ 1% Investor ต่าง คนส่วนใหญ่ตรงนี้

  • เขา “เรียนแบบลึก” ไม่ใช่แค่กว้าง
  • เขา “ลงมือทำ” และ “บันทึกทุกการตัดสินใจ”
  • เขา “ทบทวนว่าอะไรเวิร์ก อะไรไม่เวิร์ก” แล้วเปลี่ยนกลยุทธ์
  • การฟังคลิป 1000 ชั่วโมง ก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่ลงมือในสนามจริง
การจดบันทึกทุกครั้งที่ลงทุน (Investment Journal) — สิ่งนี้คือโครตสำคัญ และทุกคนที่สำเร็จล้วนต้องเคยทำมาก่อน นี่คือสิ่งที่นักลงทุนมือใหม่มักมองข้าม เพราะคิดว่า “เดี๋ยวจำได้” แต่ตรงกันข้าม 1% Investor คนส่วนน้อยที่รอดและรวย จะ… จดว่า “ซื้อเพราะอะไร?”, “เป้าหมายคืออะไร?”, “ถ้าราคาลง จะทำอย่างไร?”, “หลังขายแล้ว ได้แนวคิดอะไรไว้ใช้ในอนาคตบ้าง?” การบันทึกทำให้เห็นพฤติกรรมตัวเอง ว่าแพ้เพราะอะไร ชนะเพราะอะไร พอร์ตโตเพราะสมองคมขึ้น ไม่ใช่แค่เพราะสภาพตลาดดีขึ้น

 

เขียนโดย

Poomipat Wonganun

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chonthicha Poomidon