Bretton Woods (เบรตตันวูดส์) คืออะไร?
Bretton Woods System (ระบบเบรตตันวูดส์) คือ ระบบการเงินระหว่างประเทศที่ใช้ทองคำเป็นเครื่องชี้วัดมูลค่าของเงินตราดอลลาร์สหรัฐ และให้เงินสกุลอื่นๆ ของประเทศสมาชิกผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐ
- ก่อตั้งขึ้นในปี 1944 ที่เมืองเบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา
- มีประเทศเข้าร่วม 44 ประเทศในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเงินและการคลัง
- สหรัฐอเมริกาตกลงแลกเปลี่ยนดอลลาร์กับทองคำ ในอัตรา 35 ดอลลาร์ต่อทองคำหนึ่งออนซ์
- ประเทศอื่นๆ ต้องรักษาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราให้อยู่ในช่วงประมาณ 1% รอบอัตราที่กำหนดไว้
ผลจากการประชุมเบรตตันวูดส์นำไปสู่การก่อตั้งสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญสองแห่ง:
- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) – ดูแลระบบอัตราแลกเปลี่ยนและช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหาดุลการชำระเงิน
- ธนาคารโลก (World Bank) – ให้เงินกู้เพื่อการฟื้นฟูประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
เบื้องหลัง Bretton Woods
เบื้องหลังของระบบเบรตตันวูดส์ คือ ความพยายามแก้ไขความล้มเหลวทางการเงินระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) และสงครามค่าเงิน (Currency Wars) ที่ประเทศต่างๆ แข่งกันลดค่าเงินเพื่อได้เปรียบทางการค้า
ประเทศพันธมิตรโดยเฉพาะสหรัฐฯ และอังกฤษ นำโดยนักเศรษฐศาสตร์ John Maynard Keynes (จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์) และ Harry Dexter White (แฮร์รี เดกซ์เตอร์ ไวท์) จึงออกแบบระบบการเงินใหม่ที่จะสร้างเสถียรภาพหลังสงครามโลก โดยใช้ทองคำและดอลลาร์สหรัฐเป็นหลักประกันความมั่นคง
แต่เบื้องหลังการล่มสลาย คือ ความขัดแย้งที่เรียกว่า “ทฤษฎีทริฟฟิน” (Triffin Dilemma) เมื่อสหรัฐฯ ไม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการเป็นทั้งเงินภายในประเทศและเงินสำรองของโลก
ยุคทองของระบบเบรตตันวูดส์
ช่วงปี 1945-1971
ถือเป็น “ยุคทอง” ของระบบเบรตตันวูดส์ ระบบนี้สร้างประโยชน์มากมายต่อเศรษฐกิจโลก:
- เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน ประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก
- การค้าระหว่างประเทศขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ
- อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ และเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้
- ความแน่นอนในอัตราแลกเปลี่ยนช่วยให้การวางแผนธุรกิจระหว่างประเทศมีความมั่นคง
- ป้องกันการแข่งขันลดค่าเงินเพื่อได้เปรียบทางการค้า
- เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมากขึ้น
รอยร้าวในระบบ
แม้จะประสบความสำเร็จในช่วงต้น แต่ระบบเบรตตันวูดส์เริ่มแสดงสัญญาณของปัญหาในช่วงปลายทศวรรษ 1960:
- ปัญหาทฤษฎีทริฟฟิน (Triffin Dilemma) – สหรัฐฯ มีความขัดแย้งในการรักษาเสถียรภาพในประเทศและการเป็นแหล่งสภาพคล่องของโลก
- สหรัฐฯ ต้องขาดดุลการชำระเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีดอลลาร์หมุนเวียนในระบบการเงินโลก
- การขาดดุลเป็นเวลานานทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์
- ค่าใช้จ่ายมหาศาลในสงครามเวียดนามและโครงการสังคมภายในประเทศทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
- ประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นฟื้นตัวจากสงครามและกลายเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
- หลายประเทศเริ่มสะสมทุนสำรองดอลลาร์จำนวนมากและแลกเป็นทองคำ
การล่มสลายของระบบ
จุดเปลี่ยนสำคัญของระบบเบรตตันวูดส์เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1970:
- 15 สิงหาคม 1971: Nixon Shock – ประธานาธิบดีนิกสันประกาศยุติการแลกเปลี่ยนดอลลาร์เป็นทองคำชั่วคราว
- สหรัฐฯ ลดค่าเงินดอลลาร์ลง 10% และเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 10%
- ธันวาคม 1971: ข้อตกลงสมิธโซเนียน – ความพยายามสุดท้ายในการรักษาระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
- ปรับให้ค่าเงินสามารถเคลื่อนไหวได้กว้างขึ้นที่ ±2.25%
- มีนาคม 1973 – ระบบล่มสลายอย่างสมบูรณ์ เงินตราสกุลหลักเริ่มใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว
- 1976: ข้อตกลงจาเมกา – รับรองการสิ้นสุดของระบบเบรตตันวูดส์อย่างเป็นทางการ
การกำเนิดของตลาด Forex และความเชื่อมโยงกับระบบเบรตตันวูดส์
การล่มสลายของระบบเบรตตันวูดส์ในปี 1973 เป็นจุดกำเนิดของตลาด Forex สมัยใหม่
- เปลี่ยนจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เป็นระบบลอยตัว ทำให้ค่าเงินถูกกำหนดโดยกลไกตลาด ไม่ใช่โดยรัฐบาล
- การซื้อขายเงินตราเปลี่ยนจากเครื่องมือเพื่อการค้า เป็นตลาดที่มีผู้เล่นหลากหลาย
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนสร้างโอกาสในการเก็งกำไร ทำให้เกิดอาชีพ Forex Trader ที่เทรดค่าเงินเพื่อสร้างกำไร
- ตลาด Forex ขยายตัวเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน
- เกิดการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เช่น ฟอร์เวิร์ด, ฟิวเจอร์ส, ออปชั่น เพื่อบริหารความเสี่ยงและเก็งกำไร
- ตลาด Forex กลายเป็นตลาดที่เปิดทำการ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ทั่วโลก
- การเข้าถึงตลาด Forex เปิดกว้างมากขึ้น จากเดิมที่จำกัดเฉพาะธนาคารและสถาบันขนาดใหญ่ สู่นักลงทุนรายย่อยทั่วไป
- เทคโนโลยีการซื้อขายออนไลน์ทำให้การเข้าถึงตลาด Forex ง่ายขึ้น สามารถเทรดผ่านแพลตฟอร์มบนคอมพิวเตอร์และมือถือ
- เกิดการพัฒนากลยุทธ์การเทรดหลากหลายรูปแบบ เช่น การวิเคราะห์ทางเทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน และการเทรดอัตโนมัติ
- นโยบายของธนาคารกลางกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความผันผวนในตลาด Forex ทำให้นักเทรดต้องติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
การล่มสลายของระบบเบรตตันวูดส์ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
- เกิดความผันผวนของค่าเงินที่มากขึ้นในระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว
- การเก็งกำไรในตลาดเงินตราเพิ่มขึ้นอย่างมาก
- บทบาทของธนาคารกลางเปลี่ยนจากการรักษาอัตราแลกเปลี่ยน เป็นการดูแลเสถียรภาพทางการเงินในวงกว้าง
- นโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าเงิน
- ทองคำมีบทบาทลดลงในระบบการเงิน แต่ ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นเงินสกุลหลักของโลก
- เกิดการพัฒนาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหลากหลายรูปแบบ
กรณีศึกษา: ประเทศไทยกับการล่มสลายของระบบเบรตตันวูดส์
ประเทศไทยได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินโลก:
- 8 พฤษภาคม 2515 – การปรับลดค่าเงินบาทครั้งแรกนับตั้งแต่กำหนดค่าเสมอภาค (par value) ในปี 2506 (ตรึงไว้ที่ 20.8 บาทต่อดอลลาร์)
- 10 เมษายน 2516 – ปรับลดค่าเสมอภาคเงินบาทลงร้อยละ 10 ตามการลดค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
- 15 กรกฎาคม 2516 – ปรับเพิ่มค่าเงินบาท เพื่อไม่ให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น
- การปรับตัวของไทยแสดงให้เห็นถึงความท้าทายของประเทศกำลังพัฒนาในระบบการเงินที่เปลี่ยนแปลง
- ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องพิจารณาผลกระทบรอบด้านทั้งการส่งออก การนำเข้า และเสถียรภาพเศรษฐกิจ
ไทยไม่ได้เข้าร่วมประชุม Bretton Woods ตอนปี 1944 ซึ่งเป็นการประชุมของพันธมิตรชนะสงครามเพียง 44 ประเทศในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มาเข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุน IMF ในภายหลัง..
บทเรียนสำหรับนักลงทุน Forex
การเข้าใจประวัติศาสตร์ของระบบเบรตตันวูดส์ให้บทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุน
- ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีผลต่อค่าเงินในระยะยาว
- ควรให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐาน เช่น ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด และระดับหนี้สาธารณะ
- การบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญมากในตลาดที่มีความผันผวนสูง
- นโยบายและการแทรกแซงของธนาคารกลางมีผลอย่างมากต่อตลาด Forex
- ควรติดตามการประชุมและแถลงการณ์ของธนาคารกลางสำคัญๆ อย่างใกล้ชิด
- การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงิน
มรดกของระบบเบรตตันวูดส์ในปัจจุบัน
แม้ระบบเบรตตันวูดส์จะสิ้นสุดลงเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว แต่มรดกของมันยังคงอยู่
- IMF และธนาคารโลกยังคงเป็นเสาหลักของระบบการเงินระหว่างประเทศ
- ดอลลาร์สหรัฐยังเป็นเงินสกุลหลักของโลกและเงินสำรองที่ใหญ่ที่สุด
- บทเรียนเรื่อง “สามเหลี่ยมที่เป็นไปไม่ได้” (Impossible Trinity) – ประเทศไม่สามารถมีทั้งอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี และนโยบายการเงินอิสระได้พร้อมกัน
- มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการเงินโลกครั้งใหม่ หรือ “เบรตตันวูดส์ใหม่” ในช่วงวิกฤตการเงิน
- การเกิดขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลอาจเป็นความท้าทายใหม่ต่อระบบการเงินระหว่างประเทศ
บทสรุป
การล่มสลายของระบบเบรตตันวูดส์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ นำไปสู่ตลาด Forex ที่เราเทรดกันในปัจจุบัน
- ระบบเบรตตันวูดส์สร้างเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
- การล่มสลายเกิดจากความขัดแย้งในการเป็นทั้งเงินประจำชาติและเงินสำรองระหว่างประเทศของดอลลาร์
- ปัจจุบันตลาด Forex เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน
- บทเรียนจากเบรตตันวูดส์ยังคงมีความสำคัญต่อการเข้าใจระบบการเงินโลกและการลงทุนในตลาด Forex
- ความร่วมมือระหว่างประเทศยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายทางการเงินระดับโลก
การเข้าใจประวัติศาสตร์ของระบบเบรตตันวูดส์ไม่เพียงให้มุมมองทางประวัติศาสตร์ แต่ยังช่วยให้นักลงทุนและเทรดเดอร์ Forex เข้าใจถึงปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินโลกในปัจจุบันและอนาคต
FAQ — เบื้องหลัง Bretton Woods: จากยุคทองสู่การล่มสลายของระบบการเงินโลก
เพราะผลประโยชน์ระยะสั้นมันหอมหวานเกินกว่าจะปฏิเสธได้ ระบบนี้สร้างการเติบโตอย่างมหาศาล อเมริกาได้ประโยชน์จากการพิมพ์เงินที่เป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก ส่วนประเทศอื่นๆ ก็ได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนที่มั่นคงเพื่อทำการค้า มันเป็นสถานการณ์ที่ทุกคนรู้ว่าปาร์ตี้นี้ต้องมีวันจบ งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลา แต่ไม่มีใครอยากเป็นคนปิดเพลงก่อน การแก้ปัญหาระยะยาวเลยถูกเตะถ่วงออกไปเรื่อย ๆ จนถึงวันที่มันพังลงมาเอง
เพราะ “ความเคยชิน” และ “ขนาด” ของมัน เป็น Network Effect หลังปี 1973 โลกไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า ดอลลาร์ สุดท้ายเลยถูกใช้เป็นสกุลเงินหลักในการค้าขายน้ำมัน (ระบบ Petrodollar) สินค้าโภคภัณฑ์ และเป็นทุนสำรองหลักของธนาคารกลางทั่วโลก และตลาดการเงินของสหรัฐฯ ก็มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก การจะเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินอื่นต้องใช้พลังงานและเกิดต้นทุนมหาศาล ทองคำเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าที่ดี แต่ไม่มีประสิทธิภาพพอจะถูกใช้เป้น medium ในระบบเศรษฐกิจโลกที่แสนจะซับซ้อนได้
สหรัฐฯเลือกที่จะทิ้ง “การมีอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Exchange Rate)” ไปแบบสิ้นเชิง ทำให้ทุกวันนี้สหรัฐฯได้เลือกที่จะมี 1) นโยบายการเงินที่เป็นอิสระ (ธนาคารกลางสหรัฐฯ — Fed สามารถขึ้นลงดอกเบี้ยได้ตามใจเพื่อดูแลเศรษฐกิจในประเทศ และ 2) การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี (เงินไหลเข้าออกประเทศได้ง่าย) ผลลัพธ์คือค่าเงินดอลลาร์ต้องลอยตัวไปตามกลไกตลาดอย่างที่เราเห็นกัน
ไม่น่าสามารถทำได้จริงอีกแล้ว เพราะบริบทโลกมันเปลี่ยนไปมาก จากในปี 1944 ที่มีแค่อเมริกาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหนึ่งเดียวที่ชัดเจน แต่ตอนนี้เรามีหลายขั้วอำนาจ ทั้งเจ้าเก่าสหรัฐฯ พี่จีน และยุโรป การจะให้ทุกขั้วอำนาจตกลงร่วมกันเพื่อสร้างระบบใหม่ที่ทุกคนยอมรับได้ โดยเฉพาะการกลับไปผูกค่าเงินกับอะไรสักอย่างอีกครั้ง เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ทั้งในทางการเมือง และความเสี่ยงของการขัดแย้งที่สูงเกินไป ยังไม่นับที่ GDP โลกตอนนี้แซงทะลุมูลค่าทองคำที่เหลืออยู่ในโลก ไปไกลมากแล้ว
การล่มสลายของ Bretton Woods คือการทุบกรงที่เคยขังค่าเงินต่างๆ ของโลกไว้กับดอลลาร์และทองคำ เมื่อค่าเงินถูกปล่อยให้เป็นอิสระ มันก็เหมือนเรือที่ไร้สมอ ลอยคว้างอยู่ท่ามกลาง Demand + Supply เป็นครั้งแรก มีความผันผวนเกิดขึ้น และกลายเป็นการเปิดประตูอีกบาน สู่การเก็งกำไรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นี่คือจุดกำเนิดที่แท้จริงของตลาด Forex ที่เราเทรดกันทุกวันนี้ มันคือสนามรบทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ซึ่งความเชื่อมั่นและข่าวสารถูกสะท้อนออกมาเป็นราคาแบบ Real-Time และทุกการเทรดก็ไม่ใช่แค่การซื้อ/ขายตัวเลข แต่คือการลงเดิมพันกับชะตากรรมทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศ







