ความหมายของ Retail Sales คืออะไร?

  • เป็นตัวเลขที่สะท้อน มูลค่าการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในภาคค้าปลีก โดยเก็บข้อมูลจากร้านค้าต่าง ๆ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน และร้านค้าปลีกเฉพาะทาง
  • รายงาน Retail Sales แสดงถึง “พฤติกรรมการซื้อของจริง” ไม่ใช่แค่ความรู้สึกหรือความคาดหวัง จึงเป็นข้อมูลที่ตลาดให้ความสำคัญมาก
  • รายงานโดย U.S. Census Bureau ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสถิติของรัฐบาลสหรัฐฯ มีหน้าที่รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ ประชากร และการพาณิชย์ในประเทศ โดยข้อมูล Retail Sales จะเผยแพร่ทุกกลางเดือนของแต่ละเดือน
  • นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ประเทศอื่น ๆ ก็มีการเผยแพร่ตัวเลขยอดขายปลีกในรูปแบบใกล้เคียงกัน เช่น Eurostat ของยุโรป หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในไทย
  • Retail Sales ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ใช้ประเมิน “สุขภาพของเศรษฐกิจ” เพราะการบริโภคของประชาชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของระบบเศรษฐกิจ
  • โดยเฉพาะในประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการบริโภคในประเทศสูง เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งภาคการบริโภคคิดเป็นสัดส่วนถึง ราว 70% ของ GDP
  • GDP (Gross Domestic Product) หรือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” คือมูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ประเทศผลิตได้ในช่วงเวลาหนึ่ง สะท้อนขนาดของเศรษฐกิจโดยรวม
  • หากยอดขายปลีกเติบโตต่อเนื่อง แสดงถึงความมั่นใจของประชาชนในรายได้ของตนเอง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการจ้างงานที่มั่นคง สินเชื่อที่เข้าถึงได้ หรืออัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับเหมาะสม
  • ตรงกันข้าม หากยอดขายตกลงต่อเนื่อง อาจบ่งชี้ว่าผู้บริโภคเริ่มระวังตัว ไม่กล้าใช้จ่าย เพราะกลัวเศรษฐกิจจะถดถอย หรือมีปัจจัยลบอื่น ๆ เช่น ราคาสินค้าสูง หนี้ครัวเรือน หรืออัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

Retail Sales จะรวมทุกอย่าง อาหาร,ยา,เชื้อเพลิง,งานบริการ,สินค้า และ ยานยนต์

รายงาน Retail Sales สำคัญแค่ไหนในตลาดการเงิน?

  • ตลาดการเงินมองตัวเลขนี้เป็นสัญญาณเบื้องต้นของภาวะเศรษฐกิจ ถ้าตัวเลขเติบโตดี มักแปลว่าเศรษฐกิจมีแรงขับเคลื่อน
  • ใช้เป็นเครื่องมือในการคาดการณ์แนวโน้มการขึ้น/ลง อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
  • ส่งผลต่อสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น ค่าเงิน หุ้น พันธบัตร และทองคำ
  • นักลงทุนสาย Macro หมายถึงนักลงทุนที่วิเคราะห์การลงทุนจากมุมมองของ เศรษฐกิจมหภาค หรือ “ภาพรวมเศรษฐกิจระดับประเทศหรือโลก” จับตารายงานนี้ทุกเดือน เพราะเชื่อมโยงกับนโยบายการเงินอย่างชัดเจน

Retail Sales ส่งผลกระทบต่อค่าเงินและตลาดหุ้นอย่างไร?

  • ค่าเงินมักแข็งค่าขึ้นถ้า Retail Sales สูงกว่าคาดการณ์ เพราะสะท้อนเศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีแนวโน้มให้ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย
  • ตลาดหุ้นอาจตีความได้หลากหลาย หากตลาดมองว่าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป อาจกลัวการขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลง
  • หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด อาจกดดันให้ค่าเงินอ่อนลง เพราะลดโอกาสที่ธนาคารกลางจะใช้นโยบายตึงตัว
  • นักเทรดสายข่าว (News Trader) มักใช้ตัวเลขนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหาสัญญาณเข้าออร์เดอร์ในสินทรัพย์หลัก ๆ

กราฟแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงยอดค้าปลีกของปี 2022 ไปจนถึงปี 2023 แน่นอนว่า Retail Sales คือตัวเลขสำคัญที่นำไปสู่แนวโน้มของเศรษฐกิจ

ทำไมตัวเลข Retail Sales “ดีเกินคาด” ถึงกลายเป็น “ข่าวร้าย”?

    • ตลาดการเงินไม่เพียงแค่ดูว่า “ตัวเลขออกมาดีหรือแย่” แต่ยังให้ความสำคัญกับ บริบทของเศรษฐกิจในขณะนั้น ซึ่งรวมถึงระดับเงินเฟ้อ ท่าทีของธนาคารกลาง และภาวะตลาดทุนโดยรวม
    • ตัวเลข Retail Sales ที่ดีเกินคาดในช่วงที่ เงินเฟ้อยังสูง จะถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่า “เศรษฐกิจยังไม่เย็นลงพอ” ซึ่งขัดกับเป้าหมายของธนาคารกลางที่ต้องการชะลอความร้อนของเศรษฐกิจเพื่อกดเงินเฟ้อ
    • ผลลัพธ์คือ ตลาดจะคาดการณ์ว่า ธนาคารกลาง (เช่น Fed) มีแนวโน้มจะ
      • ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม (Rate Hike) เพื่อสกัดเงินเฟ้อ
      • หรือ คงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงไว้นานกว่าที่คาด (Higher for Longer)
    • ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลกระทบทางลบหลายประการในตลาด
      • ต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิลดลง โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่ต้องพึ่งพาการกู้เงิน
      • การบริโภคและการลงทุนลดลง คนทั่วไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ทำให้เหลือเงินใช้จ่ายน้อยลง
      • การประเมินมูลค่าหุ้นแบบ Discounted Cash Flow (DCF) จะให้มูลค่าที่ต่ำลง เพราะใช้ดอกเบี้ยสูงในการคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต
    • นักลงทุนจึงอาจเริ่ม ขายหุ้นทันทีที่เห็นตัวเลขดีเกินคาด เพราะคาดว่าธนาคารกลางจะ “ตึงตัวทางการเงิน” มากขึ้น ไม่ใช่ผ่อนคลายอย่างที่เคยหวังไว้
    • แม้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ตัวเลข Retail Sales ที่แข็งแกร่งจะถือว่า “ดี” เพราะสะท้อนถึงความสามารถในการบริโภคของประชาชน แต่ในแง่ของตลาดการเงิน มันอาจหมายถึง “ความเสี่ยงจากการคุมเข้มนโยบายการเงิน”
    • พฤติกรรมนี้เรียกว่า Good News is Bad News ซึ่งพบได้บ่อยในช่วงที่ตลาดอยู่ใน “โหมดลุ้นลดดอกเบี้ย” หรือต้องการความผ่อนคลายทางการเงิน
  • ตัวอย่างสถานการณ์จริง
    • หากนักลงทุนคาดว่าเฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยภายใน 3 เดือน แต่ Retail Sales ดีกว่าคาดหลายเดือนติดกัน ตลาดจะปรับความคาดหวังใหม่ว่า “เฟดอาจไม่รีบลดดอกเบี้ย”  ส่งผลให้ดัชนีหุ้นร่วง ค่าเงินแข็ง และพันธบัตรถูกเทขาย

กราฟแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงราคาคู่เงิน GBP/USD ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นจึงเกิดแรงขาย ทำให้คู่เงินดังกล่าวปรับตัวลง เมื่อช่วง ต้นปี 2025 

ตัวอย่างกรณี: เมื่อตลาดแปลความ “ตัวเลขดี” ในเชิงลบ

    • วันที่ 15 พ.ย. ตัวเลข Retail Sales สหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาดถึง 1.3% แต่ตลาดหุ้นกลับร่วงแรง
    • สาเหตุเกิดจากนักลงทุนเชื่อว่าธนาคารกลางจะยังคงขึ้นดอกเบี้ยอีกหลายรอบ เพราะเศรษฐกิจยังไม่ชะลอตัวตามเป้า
  • แม้ตัวเลขดีในเชิงเศรษฐกิจ แต่ในสายตาของตลาด กลับหมายถึง “ต้นทุนเงินจะสูงขึ้นไปอีก” และ “การลดดอกเบี้ยจะยืดออกไป”

ปัจจัยเบื้องหลังที่เทรดเดอร์ต้องดูควบคู่กับ Retail Sales

Core Retail Sales

  • เป็นตัวเลข Retail Sales ที่หักหมวด รถยนต์ (Motor Vehicles & Parts Dealers) ออก เพราะยอดขายรถยนต์มีความผันผวนสูงตามฤดูกาล การจัดโปรโมชั่น หรือปัจจัยเครดิต เช่น ดอกเบี้ยเช่าซื้อ
  • ตัวเลข Core จึงถือว่าให้ภาพรวมของ “แนวโน้มการบริโภคที่แท้จริง” ได้ดีกว่า เนื่องจากไม่มีความผิดเพี้ยนจากการซื้อสินค้าราคาแพงเป็นครั้งคราว
  • ธนาคารกลางและนักวิเคราะห์มักใช้ตัวเลข Core เป็นหลักในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ เพราะมั่นคงกว่า และไม่ถูกกระทบจาก “อีเวนต์เฉพาะกิจ”

CPI และ PCE

  • เป็นตัวชี้วัดระดับ เงินเฟ้อ หรือราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริง
  • CPI (Consumer Price Index) คือดัชนีราคาผู้บริโภคที่ใช้วัดอัตราเงินเฟ้อทั่วไป โดยดูจากตะกร้าสินค้าและบริการที่ประชาชนใช้เป็นประจำ เช่น อาหาร ค่าเช่าบ้าน พลังงาน
  • PCE (Personal Consumption Expenditures Price Index) เป็นอีกตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากกว่า CPI เพราะสะท้อนพฤติกรรมจริงของผู้บริโภคได้ละเอียดกว่า และน้ำหนักของสินค้าแต่ละชนิดจะเปลี่ยนไปตามพฤติกรรม
  • การดู CPI หรือ PCE ควบคู่กับ Retail Sales ช่วยตอบคำถามว่า “ยอดขายเพิ่มเพราะคนซื้อเยอะขึ้นจริง หรือแค่ของมันแพงขึ้น?”
  • หากยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าปริมาณ เท่ากับว่า “การบริโภคแท้จริงลดลง”  เศรษฐกิจไม่ได้แข็งแรงจริง

เงินเฟ้อพื้นฐาน

  • เป็นอัตราเงินเฟ้อที่หักหมวดอาหารและพลังงานออก เพราะสองหมวดนี้ราคาผันผวนตามฤดูกาลหรือเหตุการณ์ภายนอก เช่น ภัยแล้ง สงครามน้ำมัน
  • Core Inflation จึงสะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อที่แท้จริงในระยะยาว ซึ่งธนาคารกลางจะใช้เป็นหลักในการประเมินว่าควรขึ้นหรือลดดอกเบี้ย
  • หาก Retail Sales เพิ่มขึ้นในช่วงที่ Core Inflation ยังสูง ตลาดจะตีความว่า “เศรษฐกิจยังไม่เย็นพอ” และเฟดยังไม่สามารถผ่อนคลายการเงินได้ กดดันหุ้นและพันธบัตร

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค 

  • เป็นดัชนีที่วัด “ความรู้สึก” และ “มุมมอง” ของผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจในช่วงนั้น ๆ เช่น รายได้ อัตราการว่างงาน ราคาสินค้า และแนวโน้มในอนาคต
  • แหล่งข้อมูลที่ได้รับความนิยม ได้แก่ University of Michigan Consumer Sentiment Index ซึ่งสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนทั่วสหรัฐฯ
  • หากยอดขายดี แต่ความเชื่อมั่นตกต่ำ อาจเป็นสัญญาณว่า “คนรีบใช้เงินก่อนที่สถานการณ์จะย่ำแย่”  ไม่ใช่การฟื้นตัวที่ยั่งยืน
  • ในทางกลับกัน ถ้ายอดขายนิ่งแต่ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น อาจมองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีในอนาคต แม้ตัวเลขยังไม่สะท้อนเต็มที่ในปัจจุบัน

ภาพแสดงปัจจัยที่ต้องดูควบคู่ไปกับ Retail Sales เพราะนี่คือแนวโน้มที่บอกทิศทางของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี  

เทคนิคการตีความข่าว Retail Sales สำหรับนักเทรด

  • อย่าดูแค่ตัวเลข Headline
      • ตัวเลขรวมอาจดูดีเพราะยอดขายรถยนต์พุ่ง ซึ่งไม่สะท้อนกำลังซื้อที่แท้จริง
      • ควรโฟกัสที่ Core Retail Sales ซึ่งหักหมวดรถออก ให้ภาพรวมชัดกว่า
      • ตรวจสอบการ “ปรับตัวเลขเดือนก่อน” ด้วย เพราะตลาดดูแนวโน้ม ไม่ใช่เดือนเดียว
      • เช่น ตัวเลขเดือนนี้ตรงคาด แต่เดือนก่อนถูกปรับลงมาก อาจกลายเป็นลบในสายตาตลาด
  • จับตาทิศทางดอกเบี้ยเป็นหลัก
      • ตลาดกลัว “ดอกเบี้ยสูงนาน” มากกว่าเศรษฐกิจดี
      • หากยอดขายดีในช่วงเงินเฟ้อยังสูง ตลาดจะคาดว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก
      • หุ้นกลุ่มเทคและ Growth จะถูกกดดัน ขณะที่ค่าเงิน (เช่น USD) มักแข็งค่าตามคาดการณ์ดอกเบี้ย
  • ข่าวดีแบบมีเงื่อนไข  Soft Landing
      • หากยอดขายแข็งแรง แต่เงินเฟ้อชะลอลง ตลาดจะมองว่าเศรษฐกิจกำลังเย็นตัวอย่างนุ่มนวล
      • เฟดอาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ตลาดหุ้นจึงมักตอบรับเชิงบวกในสถานการณ์แบบนี้
  • ข่าวดีเกินไป → เศรษฐกิจร้อนแรง → ตลาดเทขาย
    • ยอดขายพุ่งพร้อมเงินเฟ้อสูง ตลาดจะตีความว่าเฟดอาจ “ขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าคาด”
    • ส่งผลลบต่อหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดจึงตอบสนองเชิงลบแม้ตัวเลขจะดี

ภาพแสดงถึงในตารางข่าวจาก ForexFactory ข่าวจะออกในช่วง 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งจะมี Retail Sale และ Core Retail Sale ด้วย 

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

ตัวอย่างที่ 1: มกราคม 2023 — Retail Sales สหรัฐฯ สูงกว่าคาด ตลาดหุ้นร่วง 

    • ตัวเลข Retail Sales เดือน ธ.ค. 2022 หดตัว -1.1% แต่เดือน ม.ค. 2023 กลับพุ่งขึ้น +3.0% สูงสุดในรอบหลายเดือน และสูงกว่าคาดอย่างมาก
    • แม้จะเป็นข่าวดีในเชิงเศรษฐกิจ แต่ตลาดกลับตอบสนองในทางลบ เพราะกลัวว่าเฟดจะต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าเดิม หลังจากคาดหวังการ “พักการขึ้นดอกเบี้ย”
    • ดัชนี S&P 500 ร่วงลงทันทีหลังข่าว, อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปี (2Y Treasury Yield) พุ่งขึ้น เพราะตลาดกลับมาคาดการณ์ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 5.5% ในปีนั้น 

ตัวอย่างที่ 2: กรกฎาคม 2022 — Retail Sales ออกมานิ่ง แต่ตลาดตอบรับเชิงบวก

    • ตัวเลข Retail Sales เดือน มิ.ย. ขยายตัวเพียงเล็กน้อย +0.0% จากเดือนก่อนหน้า
    • แต่ตลาดมองในแง่ดี เพราะ CPI เดือนเดียวกันเริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัว ตลาดคาดว่าเงินเฟ้ออาจถึงจุดสูงสุด
    • นักลงทุนมองว่าเฟดอาจใกล้จบรอบการขึ้นดอกเบี้ย หุ้นเทคโนโลยีกลับมาฟื้นตัวทันทีในสัปดาห์นั้น

ภาพแสดงถึงตัวอย่างของข่าว มกราคม 2023 — Retail Sales สหรัฐฯ สูงกว่าคาด ตลาดหุ้นร่วง จากสำนักข่าว รอยเตอร์ของสหรัฐ

คลิปที่น่าสนใจ

สำหรับคลิปในบทความนี้ขอแนะนำ การวิเคราะห์ความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลกระทบตลาดหุ้น หลัง Moody’s หั่นเรตติ้งต่ำกว่า Aaa ในรอบ 100 ปี ท่ามกลางสงครามภาษีที่ยังไม่แน่นอน กับคลิป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ขาลงจริงแค่ไหน จัดพอร์ตรับมืออย่างไร จาก THE STANDARD WEALTH

สรุป

  • จะใช้ประโยชน์จากข่าว Retail Sales ในการเทรดได้ก็จะต้อง วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจร่วมกับตัวเลขอื่น เช่น CPI, NFP, ISM ด้วย
  • เตรียมแผนเทรดทั้งฝั่ง Long และ Short ตามนโยบายธนาคารกลาง
  • รอ 5–15 นาทีหลังข่าวออก เพื่อให้ตลาดตีความชัดเจนก่อนเข้าออร์เดอร์
  • ดูความเคลื่อนไหวของค่าเงิน หุ้น และพันธบัตรเพื่อยืนยันสัญญาณ
  • บริหารความเสี่ยงด้วยการตั้ง Stop Loss และขนาดพอร์ตเหมาะสม
  • ติดตามนโยบายและถ้อยแถลงธนาคารกลางเป็นประจำ

อ้างอิง

FAQ — Retail Sales คืออะไร? ทำไม “ตัวเลขดี” กลายเป็น “ข่าวร้าย” ของตลาด?

ตลาดหุ้นไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยข่าวดีอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย “ความคาดหวังต่อนโยบายการเงิน” โดยเฉพาะดอกเบี้ย ในช่วงที่เงินเฟ้อสูง ธนาคารกลาง (Fed) ต้องเหยียบเบรกเพื่อชะลอเศรษฐกิจ ทำให้ตัวเลข Retail Sales ที่ดีเกินไป กลายเป็นเสียงตะโกนบอก Fed ว่า “เศรษฐกิจยังร้อนแรงอยู่เลย เบรกว้อยย! ซึ่งหมายถึง Fed ต้องพิจารณาคงดอกเบี้ยสูงไว้นานขึ้นไปอีก หรืออาจขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำ เพื่อลดเงินเฟ้อ และเมื่อดอกเบี้ยสูง ก็ทำให้ธุรกิจมีต้นทุนเพิ่ม ทำให้กำไรลด นักลงทุนเลยเทขายหุ้น สุดท้ายตลาดหุ้นดันร่วงแม้เศรษฐกิจจริงจะดูดี ปัจจุบันที่ตัวเลขดีก็สร้างแรงหนุนให้ตลาดในชั่วคราว แต่สิ่งที่ตลาดกลัวจริงๆคือ อนาคตที่ดอกเบี้ยยังไม่ลด
ให้ดู Core Retail Sales ก่อน เพราะมันคือยอดขายที่แท้จริง (ไม่นับรวมยอดขายรถยนต์ที่มีความผันผวนสูง) ทำให้สะท้อนกำลังซื้อจริงๆ ของคนได้ดีกว่า แล้วค่อยไปเหลือบดูตัวเลขของเดือนก่อนหน้า ที่ปรับใหม่ (Previous) ถ้า Core ออกมาดี แต่ตัวเลขเดือนก่อนถูกปรับลงเยอะ ตลาดก็มองเป็นลบได้เหมือนกัน
เอาจริงๆ คือ ถ้าโฟกัสที่การไล่ราคาอย่างเดียว ก็ทำได้ยากมาก เพราะต้องไปสู้ algortihm ที่ยังไงก็เร็วกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว ที่ควรจะทำ คือรอสู้กันให้เสร็จก่อน เช่น ข่าวออก ก็อย่าเพิ่งทำอะไร ให้รอสัก 5–15 นาที เพื่อดูว่าตลาดตีความไปทางไหนกันแน่ + ดูการเคลื่อนไหวของ 3 สินทรัพย์นี้ประกอบ คือ 1. ดัชนีดอลลาร์ (DXY) แข็งค่าขึ้น? อ่อนค่า? 2. อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yields) พุ่งขึ้นหรือลงเหว? 3. ดัชนีหุ้นUS (S&P 500/Nasdaq) ขึ้นหรือร่วง? ถ้าทั้ง 3 อย่าง confirm ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น USD แข็ง + Yields พุ่ง + หุ้นร่วง นั่นคือสัญญาณว่าตลาดกำลังกลัวการขึ้นดอกเบี้ย แล้วค่อยหาจังหวะเข้าเทรดตาม trend ก็ยังทัน
เพราะยอดขายรถยนตผันผวน + หลอกตาได้ง่าย และไม่ได้สะท้อนกำลังซื้อที่แท้จริง แต่ขึ้นอยู่กับ promotion, การเปิดตัวรุ่นใหม่, หรือนโยบายสินเชื่อ (เช่าหรือซื้อ) เช่น เดือนนี้ยอดอาจจะพุ่ง skyrocketing เพราะมีงาน Motor Show แต่เดือนหน้าอาจจะเงียบหายไปเลยก็ได้ ทำให้ธนาคารกลางมองว่าเป็น Noise ที่ต้องตัดออกไป เพื่อให้เห็นการบริโภคในชีวิตประจำวันจริงๆ 

ปกติทองคำจะวิ่งสวนทางกับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rates) และค่าเงินดอลลาร์ USD

  • ถ้า Retail Sales ดีเกินคาด: ตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย → ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น, Real Interest Rates สูงขึ้น → ทองคำจะถูกกดดันและปรับตัวลง เพราะการถือทองคำไม่มีดอกเบี้ย การถือเงินดอลลาร์น่าสนใจกว่า
  • ถ้า Retail Sales แย่เกินคาด: ตลาดคาดว่า Fed จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย → ดอลลาร์อ่อนค่า, Real Interest Rates ลดลง → ทองคำจะน่าสนใจ และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

 

เขียนโดย

Poomipat Wonganun

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chonthicha Poomidon