Core Retail Sales คืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อ FED

  • Core Retail Sales คือยอดขายปลีกของร้านค้าทั่วประเทศ ไม่รวมสินค้ากลุ่มรถยนต์ ซึ่งมีความผันผวนสูง
  • FED ใช้ตัวเลขนี้เป็นหนึ่งในเครื่องชี้วัด “อัตราการใช้จ่ายของผู้บริโภค” ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน ~70% ของ GDP
  • ตัวเลขนี้บ่งบอกว่า ผู้บริโภคยังใช้จ่ายดีอยู่หรือเริ่มรัดเข็มขัดแล้ว ถ้าใช้จ่ายเยอะ เท่ากับว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรง FED มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย
  • ข่าวดีของเศรษฐกิจ อาจกลายเป็นข่าวร้ายของตลาดหุ้น เพราะการขึ้นดอกเบี้ย 
  • ช่วงที่เงินเฟ้อสูง ตัวเลข Core Retail Sales จะถูกจับตาแบบพิเศษ เพราะบ่งชี้ว่า “คนยังยอมจ่ายไหม” แม้ของจะแพงขึ้น ถ้าคนยังจ่าย  เงินเฟ้อเสี่ยงฝังรากลึก
  •  รายใหญ่ใช้ตัวเลขนี้เพื่อประเมินว่าเศรษฐกิจอยู่ในเฟสไหน เริ่มเย็นลงจริง หรือแค่พักตัวก่อนเร่งขึ้นอีก
  • พฤติกรรมตลาดหลังข่าวออกมักเร็วและแรง โดยเฉพาะกับ คู่เงิน USD และ ทอง เช่น หากออกมาดีกว่าคาด  ดอลลาร์เด้งแรง ทองลงทันที
  • ตัวเลขนี้มักมีผลต่อ Bond Yield ด้วย เพราะถ้าขายปลีกโต  โอกาสดอกเบี้ยสูงขึ้น Bond Yield พุ่ง
  • เทรดเดอร์สาย Macro บางคนมองตัวเลขนี้มากกว่า NFP เพราะสะท้อนการใช้จ่ายจริง ไม่ใช่แค่การจ้างงานบนกระดาษ

ตัวอย่างข่าวจริง
“US Core Retail Sales rose 0.7% MoM in August vs. 0.4% expected” – Reuters, Sep 2023 อ่านข่าว
ข่าวนี้ออกมาแรงเกินคาด ตลาดหุ้นร่วงทันทีหลังข่าว เพราะเทรดเดอร์กลัว FED จะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีก

ภาพอธิบายถึง Core Retail Sales ที่เป็นตัวเลขรวมของเศรษฐกิจ แต่จะตัดหมวด ยานยนต์ออกไปไม่นำมานับคิดด้วย 

ความแตกต่างระหว่าง Retail Sales และ Core Retail Sales

  • Retail Sales คือ ยอดขายทั้งหมด รวมทั้งรถยนต์ น้ำมัน และวัสดุก่อสร้าง
  • Core Retail Sales ตัดรถยนต์ออก เพราะราคารถมีความผันผวนสูง (อิงกับโปรโมชัน ราคารถ และสินเชื่อ)
  • เวลาเทรดข่าวนี้ อย่าสับสน ตัว Core สำคัญกว่า สำหรับการวิเคราะห์ท่าทีของ FED
  • ตลาดมักโฟกัสที่ “Core MoM” (Month-over-Month) เพราะสะท้อนแรงซื้อจริงของผู้บริโภค
  • ช่วงที่ราคาน้ำมันแกว่งแรง หรือราคารถเปลี่ยนเยอะ ตัวเลข Retail Sales อาจโดดไปในทิศทางผิด เช่น ยอดขายดีเพราะคนเติมน้ำมันแพง ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจโตจริง
  • บางครั้ง Retail Sales ออกมาสวย แต่ Core แย่  ตลาดขาย USD ทิ้งทันที เพราะรายใหญ่รู้ว่า “การจับจ่ายของคนเริ่มหาย”
  • ในช่วงที่ FED อยู่ในโหมดชั่งใจว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือหยุดขึ้น ตัว Core จะกลายเป็นพระเอกทันที เพราะสะท้อน Demand ของจริง
  • Core Retail Sales มีผลต่อ CPI ทางอ้อม เพราะถ้าแรงซื้อยังเยอะ โอกาสที่ราคาสินค้าจะสูงขึ้นต่อก็ยังมี  FED ต้องจับตา
  • เทรดเดอร์มือเก๋าจะไม่ดูแค่ “ตัวเลข” แต่ดูด้วยว่าแรงซื้ออยู่ในหมวดไหน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือเสื้อผ้า เพราะบ่งชี้ว่าสินค้าฟุ่มเฟือยยังเดิน หรือคนเริ่มเน้นแต่ของจำเป็นแล้ว

วิธีการวัดและเก็บข้อมูล Core Retail Sales

  • รวบรวมข้อมูลโดย US Census Bureau ซึ่งเก็บจากร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ทั้งในห้าง ร้านออนไลน์ ร้านของชำ ไปจนถึงดีลเลอร์ขนาดเล็ก (แต่ไม่รวมร้านขายรถยนต์ในตัว Core)
  • การประเมินยอดขายพิจารณาทั้งยอดชำระด้วยเงินสด บัตรเครดิต และธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงของผู้บริโภค
  • ตัวเลขถูกเผยแพร่ ทุกวันที่ 15 ของเดือน หรือประมาณกลางเดือน โดยสะท้อนพฤติกรรมการใช้จ่ายของเดือนก่อนหน้า (lag 2 สัปดาห์โดยเฉลี่ย)
  • Revisions (การแก้ไขย้อนหลัง) เป็นสิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญไม่แพ้ตัวเลขปัจจุบัน เพราะบางครั้งตัวเลขปัจจุบันดูดี แต่ตัวเลขของเดือนก่อนถูกปรับลงแรง ส่งผลลบต่อ sentiment
  • บางช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง ตลาดจะให้ความสำคัญกับ Revision มากกว่าตัวเลขใหม่ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะถ้าเดือนก่อนเป็นเดือนที่ตลาดตีความว่า “ฟื้นตัวแล้ว” แต่ดันถูกแก้ลง

ภาพอธิบายถึงการดูข่าว Core Retail Sales บนเว็บไซต์ Forex Factory

เทรดเดอร์ต้องรู้อะไรบ้าง? 

  • ต้องรู้ว่า “ตัวเลขที่ตลาดคาด” มาจากการรวบรวมโดยสำนักข่าวอย่าง Bloomberg หรือ Reuters ซึ่งประเมินจากโพลนักเศรษฐศาสตร์
  • ความแตกต่าง ระหว่าง Actual กับ Consensus (คาดการณ์) คือสิ่งที่ขับเคลื่อนราคาภายใน 3 วินาทีแรกหลังข่าวออก
  • ข่าวนี้ “เทรดเดอร์ Algo” (Bot) เข้าก่อนคนเสมอ เพราะระบบอ่านข่าวแบบอัตโนมัติ ดังนั้นการเข้าเทรดต้องวางแผนล่วงหน้า (Pending Order หรือรอจังหวะ Reversal)
  • ต้องดูคู่กันกับข่าวอื่นที่ออกพร้อมกัน เช่น Empire State Manufacturing Index หรือ PPI ถ้ามีมากกว่า 1 ข่าว ควรจับภาพรวมก่อนเข้าออเดอร์
  • ในบางกรณี ตัวเลขดูดี แต่หุ้นร่วง เพราะตลาดมองว่า FED อาจใช้เหตุนี้ “ตบ” ดอกเบี้ยขึ้น  ตีความเชิงลบในภาพใหญ่

Core Retail Sales ส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ย FED อย่างไร

  • ถ้าตัวเลขออกแรงเกินคาด ความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับมา  FED มีโอกาส “ส่งสัญญาณ Hawkish”
  • ถ้าอ่อนกว่าคาด บ่งชี้ว่าผู้บริโภคเริ่มชะลอการใช้จ่าย อาจเห็น FED “ผ่อนคลาย” หรือ “หยุดขึ้นดอกเบี้ย”
  • ข่าวนี้ส่งผลตรง ๆ ต่อ Fed Funds Futures (ตลาดคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย)

เทรดเดอร์สายข่าวใช้ยังไง

  • ถ้าตัวเลขแรง ให้มองโอกาส Short สินทรัพย์เสี่ยง เช่น Nasdaq / Gold
  • ถ้าตัวเลขอ่อน ให้มอง Long ไปที่หุ้น หรือทอง เพราะดอกเบี้ยอาจชะลอขึ้น

วิเคราะห์ตัวเลข Core Retail Sales เพื่อจับทิศทาง FED

  • อย่าดูแค่ตัวเลขเดียว ต้องดู “แนวโน้ม” ของหลายเดือนย้อนหลัง
  • พิจารณาไปพร้อมกับ CPI และ PCE Inflation ยิ่งตัวเลข Core ขายดี และเงินเฟ้อไม่ลง  FED อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อ
  • ดูว่าการเติบโตมาจากหมวดไหน เช่น ถ้าอาหาร/สินค้าอุปโภคโต อาจเพราะเงินเฟ้อ ไม่ใช่เศรษฐกิจดี

กลยุทธ์นักเทรด

  • ตั้ง Alerts กับ Forex Factory หรือ Investing ก่อนข่าว
  • เข้า Position ด้วยขนาดเล็กก่อน แล้วรอดู Reversal ถ้า Market Reaction แรงเกินเหตุ

ตัวอย่างกราฟ

  • ในเดือนที่ Core Retail พุ่งแรง  DXY (Dollar Index) พุ่งขึ้น +0.5% ภายใน 5 นาทีหลังข่าว
  • แต่ 1 ชม.ถัดมา กลับตัวเพราะ Bond Yield ไม่ตาม โอกาส Reversal เกิดบ่อย

ภาพเผยถึงช่วงเวลา 19.30 น.ของวันที่ 17 มิถุนายน 2568 มีการประกาศตัวเลขของ Core Retail Sales ออกมาน้อยกว่าที่คาด แน่นอนเลยว่ากราฟดีดขึ้นไปช่วง 19.30 แล้ว เป็นการคอนเฟิร์มขึ้น และ 20.00 น. ได้ดีดขึ้นไปตามข่าว ก่อนที่ 22.00 น.จะมีแรงขายทุบลงมา 

ตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่ Core Retail Sales มีผลต่อตลาดการเงิน

  • 15 มี.ค. 2023: Core Retail Sales แย่กว่าคาด -0.4%  Nasdaq พุ่ง 2%, Bond Yield ดิ่ง
  • 17 ส.ค. 2023: Core Retail Sales ดีกว่าคาด +0.7%  USD แข็ง หุ้นร่วง, ทองลงทันที
  • 13 ธ.ค. 2023: ตัวเลขออกตามคาด ตลาดนิ่ง แต่ภายใน 1 ชั่วโมง DXY พุ่ง เพราะ Powell แถลงตามมาว่า “ยังไม่ชะลอขึ้นดอกเบี้ย”

ข่าว Core Retail Sales มักเป็น “ตัวจุดชนวน” แต่ Reaction จริงจะขึ้นอยู่กับว่า FED ตีความยังไง

วิธีใช้ Core Retail Sales ในการวางแผนการลงทุนและเทรด

  • วางแผนก่อนข่าวล่วงหน้าเสมอ
    • ดูปฏิทินข่าวรู้ว่าประกาศวันไหน กี่โมง (ตามเวลาไทยมักอยู่ราว 19:30–20:30 น.)
    • เช็กตัวเลขคาดการณ์จากแหล่งน่าเชื่อถือ เช่น Forex Factory, Investing หรือโบรกที่ใช้
  • วิเคราะห์ก่อนวางออเดอร์ว่า “ถ้าตัวเลขออกมาแรงเกินคาด” จะเกิดอะไรขึ้นกับ USD, ทอง, หุ้น และวางแผนว่าจะเล่นฝั่งไหน เช่น
    • ถ้า Core Retail Sales (มากกว่าที่คาด) Buy USDJPY / Short XAUUSD
    • ถ้า Core Retail Sales (น้อยกว่าที่คาด) Buy Gold / Buy EURUSD
  • การวาง Pending Order ควรเว้นช่วงห่างอย่างน้อย 15–20 pip จากราคา ณ เวลาก่อนข่าว เพื่อหลีกเลี่ยง Slippage 
  • อย่าเข้าเทรดใน 10–20 วินาทีแรก เพราะเป็นช่วงที่ Algo/Bot ครองตลาด กราฟอาจวิ่งแบบ “Fake Move” หรือ “Trap” ก่อนกลับตัว
  • เทรดเดอร์สายรอจังหวะ จะรอดูแท่ง M5 หรือ M15 ปิดก่อน แล้วดูว่าตลาดตอบสนองอย่างไร ถ้าไปต่อชัด  ค่อยเข้า
  • ดู Volume หรือความแรงของแท่งข่าวด้วย ถ้าแท่งแรกวิ่งเกิน 40–50 pip แล้วหยุดนิ่ง ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นจุดกลับตัว

เคล็ดลับจากสนามจริง ของคนเทรดจริง 

  • อย่าดูแค่ตัวเลขปัจจุบัน ต้องดูด้วยว่าเดือนก่อนถูกปรับขึ้นหรือลงไหม เพราะบางทีตัวเลขดูดี แต่ตลาดตีความว่า “แค่แก้ไขให้ดูดีขึ้น”
  • ต้องรู้บริบทของตลาดด้วยว่า FED อยู่ในโหมดไหน (Hawkish หรือ Dovish) เพราะถ้าอยู่ในโหมด Hawk อยู่แล้ว ข่าวดีจะยิ่งกดดันตลาด
  • บางรอบควร “วางกรอบแนวรับ-แนวต้านไว้ก่อน” แล้วเข้าเทรดเมื่อเบรกหรือเด้งจากจุดสำคัญ แทนที่จะเข้ากลางกราฟตอนตลาดผันผวน
  • ดู DXY (Dollar Index) ควบคู่ด้วยเสมอ เพราะถ้า USD แข็งทั้งกระดานหลังข่าว  มีแรงเชียร์จริง ไม่ใช่แค่สวิงเฉพาะคู่
  • ใช้จังหวะข่าวเพื่อวางออเดอร์ Swing Trade ก็ได้ ถ้าแนวโน้มข่าวสอดคล้องกับภาพใหญ่ เช่น ข่าวออกดีต่อเนื่อง 3 เดือน  หาจังหวะ Buy USD ต่อเนื่อง

ภาพอธิบายถึงการวางแผนเทรดที่จะเทรดช่วงข่าว Core Retail Sales หากตัวเลขออกมาน้อยกว่าที่คาดดังภาพ แน่นอนเลยว่ากราฟจะหนุนแรงฝั่ง Buy สำหรับ ทองคำ หรือ EUR/USD 

ข้อควรระวังและข้อจำกัดของการวิเคราะห์ Core Retail Sales

  • ข้อมูล “ล่าช้า” 1 เดือนเต็ม: ตัวเลขที่ประกาศในเดือนกรกฎาคม เป็นข้อมูลของเดือนมิถุนายน หมายความว่า ตลาดตอบสนองต่อ “อดีต” มากกว่า “ปัจจุบัน”
  • มีโอกาสถูกปรับย้อนหลัง (Revisions): บางครั้งตัวเลขเดือนก่อนดีมาก นักลงทุนเข้า Long USD ไปแล้ว แต่รอบนี้โดนปรับลงแรง  Sentiment ตลาดเปลี่ยนทันที
  • ตัวเลขอาจดูแรงหรือแย่เกินจริง เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชั่วคราว เช่น วันหยุดยาว, สภาพอากาศ, โปรโมชั่นช่วงเทศกาล
  • ข่าวนี้จะมีผลชัดเจนเฉพาะช่วงที่ FED ยัง “ลังเล” ว่าจะขึ้น/ลดดอกเบี้ย ถ้า FED ส่งสัญญาณชัดเจนแล้ว เช่น “จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน”  ตลาดอาจไม่ตอบสนองต่อข่าวนี้แรงเท่าเดิม
  • ต้องระวังการวิเคราะห์ผิดเพราะ “ตัวเลขดี แต่มาจากเงินเฟ้อ” ไม่ใช่จากปริมาณการซื้อจริง เช่น ยอดขายรวมเพิ่มขึ้นเพราะของแพงขึ้น ไม่ใช่เพราะคนซื้อเยอะขึ้น  FED อาจไม่สนับสนุนมุมนี้

ข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์มือใหม่เจอบ่อย

  • เข้าเทรดทันทีหลังข่าว โดยไม่รอให้ราคานิ่งก่อน เจอ Fake Move สวนทางแรง โดน Stop Loss ภายในไม่กี่นาที
  • แยกไม่ออกระหว่างตัวเลข “Retail Sales” กับ “Core” เทรดตาม Retail แล้วผิดทาง เพราะตลาดสนใจ Core
  • โฟกัสแต่ Actual เทียบ Previous แต่ไม่ดู Consensus เข้าออร์เดอร์โดยไม่รู้ว่าตลาด “ตั้งความหวังไว้แค่ไหน”
  • วิเคราะห์ข่าว Core แบบโดด ๆ โดยไม่ดู CPI/PPI ที่ประกาศมาก่อน บางทีตลาดตอบสนองไปหมดแล้ว กลายเป็นแค่ noise
  • เปิด Lot ใหญ่เกินไป หวังทำกำไรในพริบตาเดียว เจอ Slippage หรือกราฟดีดสวน พอร์ตอาจพังทันที
  • รีบเข้าออร์เดอร์ตอนกราฟยังสวิงแรง โดยไม่มีแผน Exit ที่ชัด ถูกลากสวนจนควบคุมไม่ได้

ภาพตัวอย่างข่าวจากสำนักข่าว รอยเตอร์ ของสหรัฐ ถึง ยอดยาวปลีกสหรัฐอเมริกาสูงกว่าที่คาด เมื่อปี 2023

คลิปที่น่าสนใจ

  • สำหรับคลิปที่น่าสนใจในบทความนี้ขอนำเสนอ คลิปย้อนหลัง Live เทรดสดชนข่าว Core Retail Sales เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2025 
  • Live เทรดสดชนข่าว Core Retail Sales | โซน TP & SL แบบตึงๆ | Trade XAUUSD จากช่อง Edutrade Academy

สรุป

  • ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ข่าวเศรษฐกิจ แต่มันคือ “คำใบ้จากกระเป๋าสตางค์ของคนอเมริกัน” ที่บอกว่าจะไปในทิศทางใด 
  • รายใหญ่ใช้มันคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยล่วงหน้า และดู Sentiment ของตลาดการบริโภค
  • ใช้ควบคู่กับ CPI, PPI, PCE และ Non-Farm เพื่อสร้างภาพรวมเศรษฐกิจ
  • ถ้าอยากเทรดตามรายใหญ่ ต้องเข้าใจ Core Retail Sales ให้ทะลุ

อ้างอิง

FAQ — จับไต๋ FED ผ่าน Core Retail Sales ตัวเลขที่รายใหญ่ต้องดู

เพราะตัวเลขรวมมันหลอกตาได้ จากยอดขายรวมที่อาจจะดูดีเพราะคนแห่ไปซื้อรถยนต์ตามโปรโมชั่น หรือเพราะราคาน้ำมันแพงขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนมีเงินซื้อของฟุ่มเฟือยจริงๆ รายใหญ่และ FED เขาเลยสนใจ “Core Retail Sales” เพราะมันตัดยอดขายรถยนต์ที่ผันผวนสูงออกไป ทำให้เห็นกำลังซื้อที่แท้จริง ของคน US ถ้าอยากดู Money Flow อยากคิดแบบรายใหญ่ ก็ต้องดูตัวเลขที่เขาสนใจ
มันคือ Fake Move หรือ กับดักที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ 1) บอทเข้าทำ เก็บกำไรเร็ว 2) ตลาดโดยรวมอาจจะมองว่า เป็นข่าวดี → ทำให้ FED จะขึ้นดอกเบี้ย → ก็เลยกลายเป็นข่าวร้ายเฉย โดยเฉพาะพวกสินทรัพย์เสี่ยง 3) ถ้า Bond Yield ไม่ได้พุ่งขึ้นตามไปด้วย เป็นไปได้สูงว่า การแข็งค่าของ USD เป็นแค่เรื่องชั่วคราวและมีโอกาสกลับตัว
เพราะรายใหญ่ไม่ได้โฟกัสแค่ตัวเลขปัจจุบัน แต่จะให้ความสำคัญกับ “ตัวเลขของเดือนก่อนที่ถูกปรับแก้ (Revision)” ด้วย ถ้าตัวเลขเดือนนี้ออกมาตรงคาด แต่ตัวเลขเดือนก่อนถูกปรับแก้ เช่น “ลงแรง” ตลาดจะตีความเป็นลบทันที และหลาย ๆ ครั้งก็มีข่าวอื่นที่ประกาศพร้อมกัน + มีคำแถลงของเจ้าหน้าที่ FED ตามมาทีหลัง พวกนี้ล้วนส่งผลกระทบมากกว่าตัวเลขที่ออกมาตรงคาด
ข่าวนี้จะสำคัญเป็นพิเศษเฉพาะช่วงที่ FED ลังเล ว่าจะเอายังไงกับดอกเบี้ยต่อดี!?.. แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ FED ส่งสัญญาณชัดเจนไปแล้ว เช่น ประกาศว่าจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน หรือ จะเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่ในการประชุมครั้งหน้า ผลกระทบของข่าวนี้ก็จะลดความรุนแรงลงไปมาก เพราะตลาดได้รับคำตอบที่ชัดเจนแล้ว พวกข่าวอื่นๆ เช่น Retail Sales, NFP ก็เป็นแค่เบาะแส ว่า Fed จะขยับดอกเบี้ยหรือไม่ ที่เป็น main focus จริงๆ คือ ดอกเบี้ย → เครื่องมือหลักของ Fed → ต้นทุนเงินทั้งระบบ

สินทรัพย์ที่ตอบสนองได้เร็วและชัดเจนที่สุดคือคู่เงิน USD, ทองคำ, และดัชนีหุ้นUS อย่าง Nasdaq

  • ถ้าตัวเลขดีกว่าคาด → ตลาดกลัว FED ขึ้นดอกเบี้ย ให้มองหาโอกาส Buy USD (เช่น USDJPY) และ Short สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย (เช่น XAUUSD, Nasdaq) 
  • ถ้าตัวเลขแย่กว่าคาด → ตลาดคาดว่า FED จะผ่อนคลาย ให้มองหาโอกาส Buy สินทรัพย์พวก Gold, EURUSD 

 

เขียนโดย

Poomipat Wonganun

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chatchawal Nakcharoen