ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับตลาด Forex

  • ตลาด Forex คือที่ซื้อขายสกุลเงินระหว่างประเทศ เช่น USD, EUR, JPY, ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ ๆ 
  • ขนาดตลาดใหญ่มาก ด้วย มูลค่าซื้อขาย 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ทำให้มีสภาพคล่องสูง
  • เปิดทำการ 24 ชั่วโมง 5 วันทำการ ทำให้เทรดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
  • ราคาคือการแสดงค่าของสกุลเงินหนึ่งเมื่อเทียบกับอีกสกุลเงิน เช่น EUR/USD = 1.10 หมายถึง 1 ยูโร เท่ากับ 1.10 ดอลลาร์
  • หลายคนคิดว่า Forex คือการทายใจให้ถูกทางขึ้นลงของราคาตลอดเวลา แต่จริง ๆ แล้วคือการบริหารความเสี่ยงและรอจังหวะเทรดที่เหมาะสม
  • ตัวอย่าง 
    • เทรดเดอร์ A: เริ่มเทรดโดยหวังแค่จะทายว่าราคาจะขึ้นหรือลง ไม่ได้ศึกษาหลักการตลาด จึงขาดทุนตลอด
    • เทรดเดอร์ B: เข้าใจว่าตลาดเคลื่อนไหวตามข่าวและข้อมูลเศรษฐกิจ จึงใช้เวลาศึกษาและวางแผนก่อนเทรด

ปัจจัยที่ทำให้ Forex เป็นตลาดที่ท้าทาย

  • ความผันผวนสูง ราคาขึ้นลงเร็วมาก ไม่เหมือนตลาดหุ้นที่บางครั้งนิ่งกว่า
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาเยอะมาก เช่น ข่าวการเมือง สงคราม นโยบายการเงินของแต่ละประเทศ
  • มีเวลาซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้คนบางคนเทรดจนขาดวินัยและพักผ่อนไม่พอ
  • การใช้ Leverage (ยืมเงินจากโบรกเกอร์) เพื่อเพิ่มขนาดการเทรด ทำให้กำไรหรือขาดทุนเพิ่มขึ้นหลายเท่า
  • ตัวอย่าง 
    • เทรดเดอร์ A: ใช้ Leverage 1:500 เพราะอยากได้กำไรเยอะ แต่ขาดทุนครั้งเดียวเกือบหมดบัญชี
    • เทรดเดอร์ B: ใช้ Leverage ต่ำกว่ามาตรฐาน เพื่อควบคุมความเสี่ยง แม้กำไรน้อยกว่าแต่ทุนยังอยู่รอด

ตลาด Forex ท้าทายเพราะความผันผวนที่รุนแรงและไม่หยุดนิ่ง พร้อม Leverage ที่เหมือนดาบสองคม ที่เพิ่มกำไรได้มหาศาลแต่ก็ทำให้ทุนพังได้ในพริบตา วมถึงความล่อลวงจากตลาด 24 ชั่วโมง ที่ทำให้หลายคนขาดวินัยจนหมดแรง สุดท้ายคู่เงินที่หลากหลายก็เพิ่มความซับซ้อนอีกระดับ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเดาทิศทางแต่คือการเอาตัวรอดในสนามจริง

ภาพอธิบายถึงการเปรียบเทียบ เทรดเดอร์ A ที่มองว่า Forex คือการพนัน เทรดมันไปเถอะ เดี๋ยวก็ได้เงิน กับ เทรดเดอร์ B ที่มองว่า Forex คือ การวางแผน และ การลงทุน ที่ทำกำไรได้มากกว่า 

เหตุผลหลักที่เทรดเดอร์กว่า 70% ขาดทุน

  • ไม่ตั้ง Stop Loss หรือจัดการความเสี่ยง ทำให้ขาดทุนหนักเมื่อราคาวิ่งสวนทาง
  • เทรดแบบใช้ความรู้สึก มากกว่าตามแผน เช่น หวังแก้มือตอนเสีย หรือโลภกำไรมากเกินไป
  • ไม่ฝึกฝนและวางแผนอย่างเป็นระบบ ก่อนลงเงินจริง
  • เชื่อโฆษณาระบบเทรดอัตโนมัติที่บอกว่าจะรวยง่าย โดยไม่ศึกษาและทดสอบ
  • ตัวอย่าง 
    • เทรดเดอร์ A: เทรดตามคำแนะนำจากกลุ่มในเฟซบุ๊กโดยไม่วางแผน ผลคือขาดทุนต่อเนื่อง
    • เทรดเดอร์ B: ฝึกใน Demo Account ก่อน 6 เดือน จึงเริ่มเทรดจริงแบบมีแผนและบริหารทุน

ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในการเทรด Forex

  • การตั้ง Stop Loss คือการกำหนดจุดตัดขาดทุนล่วงหน้า เพื่อป้องกันการสูญเสียเกินกว่าที่รับได้
  • ควรเสี่ยงในแต่ละเทรดไม่เกิน 1-2% ของทุนทั้งหมด เพื่อให้ยังอยู่รอดเมื่อเทรดเสียหลายครั้ง
  • การกระจายความเสี่ยง เช่น ไม่ใส่เงินทั้งหมดในคู่เงินเดียว หรือไม่เทรดพร้อมกันทุกคู่
  • ตัวอย่าง 
    • เทรดเดอร์ A: ไม่ตั้ง Stop Loss ปล่อยให้ขาดทุนลากจนทุนหมด
    • เทรดเดอร์ B: กำหนด Stop Loss ทุกครั้ง ทำให้แม้บางครั้งเสียก็ยังรักษาทุนไว้ได้

บทบาทของจิตวิทยาในการเทรด Forex

  • จิตวิทยามีผลอย่างมาก เพราะ ความกลัวและโลภจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาด
  • เทรดเดอร์ที่ควบคุมอารมณ์ได้จะเทรดตามแผนอย่างมีวินัย แม้ตลาดผันผวน
  • เทรดเดอร์ที่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ จะรีบแก้มือ เสี่ยงมากขึ้น จนขาดทุนหนัก
  • ตัวอย่าง 
    • เทรดเดอร์ A: เมื่อขาดทุนติดกันหลายครั้ง เกิดความกดดันและเทรดเกินพิกัด
    • เทรดเดอร์ B: แม้ขาดทุนแต่ยังใจเย็น รักษาวินัยและรอจังหวะเทรดถัดไป

จิตวิทยาในการเทรดสำคัญไม่แพ้กลยุทธ์ ความโลภทำให้เสี่ยงเกินตัว ความกลัวทำให้ตัดสินใจพลาด และอารมณ์ชั่ววูบเพียงครั้งเดียวอาจลบกำไรทั้งเดือน การมีวินัยและควบคุมใจตัวเองได้ คือสิ่งที่แยก “นักเทรดมืออาชีพ” ออกจาก “นักเสี่ยงโชค” อย่างชัดเจน

ภาพชายเสื้อสีน้ำตาล ที่ตั้งคำถามกับเพื่อนเทรดเดอร์ ว่าทำไมผมต้อง Stop Loss หากคิดแบบนี้เท่ากับว่า ประมาท และ ขาดวินัยแบบสุด ๆ 

ความซับซ้อนของกลยุทธ์และเทคนิคการเทรด

  • บางคนชอบกลยุทธ์ซับซ้อน ใช้ Indicator เยอะ แต่ไม่เข้าใจหลักการจริง ๆ
  • กลยุทธ์ที่ดีต้องง่าย เข้าใจง่าย และเหมาะกับสไตล์การเทรดของแต่ละคน
  • การทดสอบย้อนหลัง (Backtest) เป็นสิ่งสำคัญก่อนใช้งานจริง
  • ตัวอย่าง
    •  เทรดเดอร์ A: ใช้ Indicator หลายตัวในกราฟจนสับสนและตัดสินใจผิดพลาด
    • เทรดเดอร์ B: ใช้กลยุทธ์ Moving Average กับ RSI อย่างเดียว แต่ใช้บ่อยจนชำนาญ

กลยุทธ์และเทคนิคการเทรดมีมากมายจนน่าหลงทาง แต่ความซับซ้อนไม่ได้แปลว่าดีกว่า หลายคนพลาดเพราะใช้ระบบที่ไม่เข้าใจหรือเปลี่ยนวิธีบ่อยเกินไป ในขณะที่คนที่ใช้กลยุทธ์เรียบง่ายแต่แม่นยำ กลับเทรดได้มั่นคง เพราะเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งและมีวินัยในการใช้

ผลกระทบจากข่าวสารและปัจจัยภายนอกตลาด

  • ข่าวเศรษฐกิจ เช่น ตัวเลขการจ้างงาน ดอกเบี้ย จะทำให้ราคาเคลื่อนไหวแรงในช่วงสั้น
  • เทรดช่วงข่าวเสี่ยงสูงเพราะความผันผวนมากและไม่แน่นอน
  • บางครั้งข่าวทำให้เกิด “Slippage” หรือราคาที่เข้าออเดอร์ต่างจากที่ตั้งไว้
  • ตัวอย่าง 
    • เทรดเดอร์ A: เข้าเทรดทันทีหลังข่าวใหญ่ ราคาแกว่งแรงจนโดน Stop Loss หลายครั้ง
    • เทรดเดอร์ B: รอราคาปรับตัวนิ่งก่อนเข้าตลาด หรือหลีกเลี่ยงเทรดช่วงประกาศข่าว

ข่าวเศรษฐกิจและเหตุการณ์ระดับโลกเป็นตัวแปรที่ตลาดไม่อาจเมินเฉยได้ ราคามักเหวี่ยงแรงในช่วงประกาศ ทำให้เทรดเดอร์ที่ไม่ทันระวังโดน Slippage หรือเข้าเทรดผิดจังหวะได้ง่าย ใครไม่รู้จักอ่านปฏิทินข่าวหรือเทรดแบบไม่เผื่อใจสำหรับความผันผวน อาจโดนพัดปลิวออกจากตลาดได้ในไม่กี่วินาที

วิธีพัฒนาทักษะและลดความเสี่ยงในการเทรด Forex

  • เริ่มจากฝึกใน Demo Account เพื่อเข้าใจเครื่องมือและตลาด
  • ศึกษาทฤษฎีพื้นฐาน เช่น การอ่านกราฟ การวิเคราะห์ข่าว และเทคนิคการบริหารทุน
  • วางแผนเทรดและกำหนดเป้าหมาย เช่น กำไรที่ต้องการและขาดทุนที่ยอมรับได้
  • บันทึกประวัติการเทรดเพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงเทคนิคอย่างต่อเนื่อง
  • ตัวอย่าง 
    • เทรดเดอร์ A: ข้ามขั้นตอนนี้เพราะใจร้อน ลงเงินจริงเร็วเลยจึงเสียทุน
    • เทรดเดอร์ B: ใช้เวลาฝึกฝนและปรับปรุงตัวเอง จึงเทรดได้อย่างมั่นใจและมีผลกำไร

การพัฒนาทักษะเริ่มจากการฝึกในบัญชีเดโม ควบคู่กับการศึกษาทฤษฎี วิเคราะห์ผลเทรด และบันทึกข้อผิดพลาดไว้ปรับปรุง หัวใจคือการเทรดให้เหมือนจริงตั้งแต่แรก และไม่หยุดเรียนรู้ แม้จะขาดทุนบ้าง แต่ถ้ารู้จักควบคุมความเสี่ยง ก็ไม่มีวันที่พังแบบถาวร

ตัวอย่างความผิดพลาดทั่วไปที่ทำให้เสียเงิน

  • ไม่ตั้ง Stop Loss
  • ใช้ Leverage สูงเกินไป
  • เทรดตามข่าวทันทีโดยไม่มีวิเคราะห์
  • เปลี่ยนกลยุทธ์บ่อย ไม่มีวินัย
  • ไม่วิเคราะห์ผลเทรดที่ผ่านมา
  • ตัวอย่าง 
    • เทรดเดอร์ A: ล้มเหลวเพราะทำข้อผิดพลาดหลายอย่างพร้อมกัน
    • เทรดเดอร์ B: เรียนรู้ข้อผิดพลาดและค่อย ๆ ปรับปรุงจนเทรดได้ดีขึ้น

ภาพอธิบายถึงข้อผิดพลาดที่ทำให้นักเทรดเสียเงิน หรือ ขาดทุนบ่อย ๆ แน่นอนว่าใครเป็นแบบนี้ก็ค่อย ๆ ปรับปรุงและจะเป็นนักเทรดที่ดีได้เช่นกัน

พฤติกรรมของคนที่เทรด Forex แล้ว “รวยได้จริง”

  • เริ่มจากการอยู่รอด ไม่ใช่หากำไรเร็ว
    • ไม่รีบ ไม่เร่ง ไม่เทรดทุกวัน แต่เลือกจังหวะที่มีความน่าจะเป็นสูง
    • รู้ว่าตลาดอยู่กับใครนานที่สุด คนนั้นชนะ
  • เทรดแบบมีระบบ ไม่ใช้อารมณ์
    • วางแผนล่วงหน้าทุกไม้ มีจุดเข้า จุดออก Stop Loss ชัดเจน
    • ไม่เทรดตามอารมณ์ ไม่แก้มือเวลาแพ้
  • บริหารความเสี่ยงเก่งมาก
    • เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ต่อไม้ แม้มีทุนหลักล้านก็ยังไม่ Overtrade
    • เข้าใจ Leverage และเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่ใช่เต็มเพดาน
  • จดบันทึกและวิเคราะห์ผลเทรดเสมอ
    • ทุกรอบที่ขาดทุนจะไม่เสียเปล่า เพราะเก็บเป็นบทเรียนเสมอ
    • มีเทรดเดอร์บางคนถึงขั้นมี Journal รายวัน พร้อมภาพ Screenshot ทุกไม้
  • เข้าใจจิตวิทยาตัวเอง
    • เทรดด้วยอารมณ์นิ่ง ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ฟุ้งซ่าน
    • ฝึกสมาธิ ดูแลสุขภาพ เพราะรู้ว่า “ร่างกายกับจิตใจ” มีผลต่อการตัดสินใจ
  • ใช้กลยุทธ์ที่เรียบง่ายแต่เชี่ยวชาญ
    • บางคนใช้แค่ Price Action + Moving Average ก็ทำเงินได้สม่ำเสมอ
    • ไม่ไล่หา Indicator ใหม่ทุกวัน เพราะรู้ว่าความเข้าใจลึกสำคัญกว่าเครื่องมือเยอะ

ภาพอธิบายถึง พฤติกรรมของนักเทรด Forex ที่รวยได้จริง พร้อมทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับบางคนแค่ใช้เทคนิคง่าย ๆก็สร้างกำไรได้อย่างมหาศาลแล้ว 

ตัวอย่างเทรดเดอร์ที่รวยจาก Forex

เทรดเดอร์ต่างประเทศ

  • George Soros – คนที่ทำกำไรพันล้านดอลลาร์จากการ “ถล่มค่าเงินปอนด์” ปี 1992
    • เขาใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน + การเข้าใจโครงสร้างตลาด + Leverage อย่างแม่นยำ
    • เป็นนักเทรดที่เข้าใจว่า “ตลาดถูกควบคุมโดยพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ใช่สูตรสำเร็จ”
  • Bill Lipschutz – เริ่มต้นจากเงิน $12,000 สู่ระดับล้านเหรียญ
    • เขาใช้กลยุทธ์เน้นการบริหารความเสี่ยงแบบละเอียด รู้ว่า “ผิดแค่ครั้งเดียวก็ล้างพอร์ตได้”
    • จุดเด่นของเขาคือการรักษาเสถียรภาพของพอร์ตในระยะยาว

เทรดเดอร์คนไทย (กรณีศึกษา – มีรายงานในวงกว้าง/กลุ่มนักเรียน)

  • คุณ B จากกลุ่ม Private เทรดเดอร์ในไทย (ขอใช้นามสมมุติ)
    • เริ่มต้นจากทุน 100,000 บาท ภายใน 5 ปี สร้างรายได้จาก Forex + Copy trade จนมีรายได้เดือนละหลักแสน
    • จุดเด่นคือการ “ไม่เทรดทุกวัน” เลือกเข้าไม้แค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง แต่แม่นยำสูงมาก
    • ใช้การจดบันทึกผลเทรดแบบละเอียด ตั้ง Stop Loss ทุกไม้ และไม่ Overtrade แม้พอร์ตโต
  • เทรดเดอร์สายสอนที่พัฒนา EA จนขายได้
    • มีเทรดเดอร์หลายคนในไทย ที่พัฒนาระบบเทรดอัตโนมัติ (EA) จนสามารถทำกำไรแบบ Passive ได้
    • จุดสำคัญคือเข้าใจหลักการเบื้องหลัง EA, มีการควบคุม Drawdown และไม่หลงกับผลกำไรระยะสั้น

Bill Lipschutz จุดเด่นของเขาคือการรักษาเสถียรภาพของพอร์ตในระยะยาว เขาเริ่มต้นจากเงินเพียง $12,000 ก่อนจะก้าวสู่ล้านเหรียญ เป็นเทรดเดอร์ระดับโลกชื่อดัง

คลิปที่น่าสนใจ

  • Forex ในไทยมีทั้งเทรดจริงและหลอกลวงแฝงอยู่ โดยเฉพาะแชร์ลูกโซ่ที่อ้างว่าเทรด Forex
  • มีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพเพื่อขายคอร์ส สัญญาณ หรือชักชวนผ่าน IB
  • ก่อนที่จะเทรด Forex อยากให้ดูคลิปนี้ เพราะอธิบายความหมายของคำว่า ฟอเร็กซ์ได้อย่างเข้าใจง่าย

สรุป

ตลาด Forex คือสนามรบของสกุลเงินทั่วโลกที่เปิด 24 ชั่วโมง ไม่มีศูนย์กลาง ราคาถูกขับเคลื่อนโดยธนาคารและสถาบันใหญ่ ๆ ซึ่งสร้างความผันผวนสูง นี่ไม่ใช่แค่การเดาทิศทาง แต่คือการบริหารความเสี่ยงและควบคุมอารมณ์ ใครไม่มีวินัยมีแผนดี อาจเสียเงินจนหมดตัวได้ง่าย ๆ แต่ถ้าเข้าใจจริง ตลาดนี้คือโอกาสทำกำไรที่ไม่มีที่สิ้นสุด

อ้างอิง

FAQ – ความยากของ Forex คืออะไร ทำไมคนกว่า 70% เทรดเสีย

เงินไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋าหนึ่ง เงินจะไหลไปหา player ที่มีความได้เปรียบในตลาดเสมอ ซึ่งก็คือ 1) สถาบันการเงินขนาดใหญ่ + ธนาคาร ที่มีข้อมูลและปริมาณการซื้อขายมหาศาล 2) โบรกเกอร์ ผ่านค่าสเปรดและค่าคอมมิชชั่น และ 3) เทรดเดอร์รายย่อยส่วนน้อย (ประมาณ 10-30%) ที่มีวินัย + มีการบริหารความเสี่ยงที่ยอดเยี่ยม คนกลุ่มเล็กๆพวกนี้คือคนที่คนส่วนใหญ่ล้วนอยากจะเป็น
คำตอบอยู่ในบันทึกการเทรด (Trade Journal) + ช่วงเวลาที่ขาดทุน (Drawdown) กลยุทธ์ที่ต้องใช้โชคช่วยด้วย จะทำกำไรได้มหาศาลในช่วงตลาดเป็นเทรนชัดเจน แต่จะคืนกำไรทั้งหมดในช่วงตลาด Sideway ในทางกลับกัน กลยุทธ์ที่ดีจริงจะให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอในระยะยาว มีช่วง Drawdown ที่ควบคุมได้ และมีค่าความคาดหวัง (Positive Expectancy) ที่เป็นบวกตลอดหลายร้อยการเทรดในทุกสภาวะตลาด
ก็ยังมีความเป็นไปได้แต่ยากกว่ามาก การล้างพอร์ตในกรณีนี้จะไม่ได้มาจากการขาดทุนหนักครั้งเดียว แต่จะมาในรูปแบบของ ความตายจากบาดแผลเล็กๆ พันแผล เกิดจากระบบเทรดที่มีอัตราการชนะต่ำเกินไป แล้วไปเจอช่วงที่ขาดทุนต่อเนื่องนาน ๆ  เกินกว่าที่พอร์ตจะรับไหว
เอาจริง ๆ คือไม่ต่างจากการถามว่า “ปีกซ้ายกับปีกขวาของเครื่องบิน ปีกไหนสำคัญกว่ากัน?” คือเครื่องบินจะบินไม่ได้ถ้าขาดปีก การเทรดก็เหมือนกัน Fundamental คือตัวกำหนดทิศทางใหญ่ ในระยะยาว (เช่น นโยบายดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ USD เป็นขาขึ้น) ส่วน Technical คือตัวกำหนดจังหวะที่ได้เปรียบที่ควร take action ดังนั้นก็ควรมีทั้งสองปีกเพื่อความได้เปรียบในระยะยาว นอกจากจะสุดในทางใดทางหนึ่งจริงๆ ก็จะสามารถเป็น 1% investor ที่รอดและรวยได้แน่นอน 
แนวคิดนี้ยังไงสาย Contrarian ก็ต้องมีหลายคนที่เคยลองทำ แต่ในความเป็นจริง..ก็อันตรายกว่าที่คิดมาก เพราะสาเหตุจริง ๆ ที่คนส่วนใหญ่แพ้ ไม่ใช่เพราะเลือกทิศทางผิด แต่เป็นเพราะบริหารความเสี่ยงผิด + เข้าเทรดผิดจังหวะ + ใช้อารมณ์ล้วน ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นพฤติกรรมในระยะยาวที่ค่อย ๆ กัดกินจนถึงจุดที่พอร์ตระเบิด ทั้งกลัวจนเข้าช้า, ไม่ตามจังหวะ, ไม่ยอมตัดขาดทุน, ไม่ตั้ง Stop Loss สิ่งที่ควรทำคือ ไม่ใช่ทำตรงข้ามทฤษฐีกราฟ แต่ให้ทำตรงข้ามพฤติกรรมรายย่อย

 

เขียนโดย

Poomipat Wonganun

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chonthicha Poomidon