Margin ในบริบท “การเงิน” คืออะไร

คือส่วนต่างระหว่างรายได้กับต้นทุน ใช้เพื่อวัดความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ

  • Margin สูง = ต้นทุนต่ำ กำไรดี
  • Margin ต่ำ = ต้นทุนสูง ต้องระวังการขาดทุน
  • ใช้บ่อยในการวิเคราะห์งบการเงินและประเมินคุณภาพธุรกิจ

ตัวอย่าง

  • ขายสินค้า 1,000,000 บาท
  • ต้นทุน 700,000 บาท
  • Gross Margin = 30%
  • หมายถึงกำไรขั้นต้น 30 สตางค์ต่อยอดขายทุก 1 บาท

Gross Margin vs Net Margin

  • Gross Margin
    • ความหมาย: รายได้หักต้นทุนสินค้า
    • ใช้วัด: กำไรจากการขายล้วน ๆ
  • Net Margin
    • ความหมาย: กำไรสุทธิหารด้วยรายได้รวม
    • ใช้วัด: ภาพรวมกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ตัวอย่าง

  • รายได้ 2,000,000 บาท
  • ต้นทุน 1,200,000 บาท 
  • ค่าใช้จ่ายอื่น 600,000 บาท
  • Gross Margin = 40%
  • Net Margin = 10%

ประเภท Margin ที่ธุรกิจควรรู้

  • Operating Margin: กำไรจากกิจกรรมหลักของธุรกิจ ก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี
  • Contribution Margin: กำไรต่อหน่วยหลังหักต้นทุนผันแปร
    ใช้ช่วยตัดสินใจว่าสินค้าหรือบริการนั้น “คุ้มค่าที่จะผลิตหรือขาย” หรือไม่

ตัวอย่าง

  • ขายสินค้าราคา 10 บาท
  • ต้นทุนผันแปร 6 บาท
  • Contribution Margin = 40%

Margin ช่วยตั้งราคาขายอย่างไร

  • ต้องรู้ต้นทุนทั้งหมด (ทั้งคงที่และผันแปร) เพื่อกำหนดราคาขายที่ไม่ทำให้ขาดทุน
  • ควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า เงินเดือน ฯลฯ

ตัวอย่าง

  • ค่าใช้จ่ายเดือนละ 300,000 บาท
  • หากตั้งเป้ายอดขาย 1,000,000 บาท
  • Net Margin ควรอย่างน้อย 30% เพื่อคุ้มทุน

ภาพแสดงถึงบริบทเรื่องของ Gross Margin และ Net Margin ที่อธิบายภาพถึงกำไรสุทธิที่ได้ต่อทุกการขาย พร้อมกับ กำไรขั้นต้น เรื่องของมาร์จิ้นจึงสำคัญเพราะมันต่อลมหายใจของธุรกิจได้ 

เปรียบเทียบ Margin ข้ามอุตสาหกรรม

  • ค้าปลีก
    • Net Margin โดยเฉลี่ย 5–10%
    • ลักษณะ: หมุนไว กำไรน้อย
  • เทคโนโลยี/ซอฟต์แวร์
    • Net Margin โดยเฉลี่ย 60–80%
    • ลักษณะ: ต้นทุนต่ำหลังเปิดตัว
  • ผลิตสินค้า
    • Net Margin โดยเฉลี่ย 20–40%
    • ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า

ควรเปรียบเทียบเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเดียวกันเท่านั้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ

Margin กับการขอทุนหรือสินเชื่อ

  • นักลงทุนและธนาคารใช้ Margin เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญ
  • Margin ที่คงที่และสม่ำเสมอบ่งบอกว่าธุรกิจมีการบริหารจัดการที่ดี น่าเชื่อถือ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Margin

  • Margin สูง ไม่ได้แปลว่าธุรกิจดีเสมอ หากยอดขายตกหรือรายได้หด
  • ลดต้นทุนมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและทำให้เสียลูกค้า
  • ควรดูทั้ง Margin, ยอดขาย, การเติบโต และความพึงพอใจของลูกค้าไปพร้อมกัน

ภาพที่บอกถึงว่าร้านกาแฟ ที่มี Margin ทางธุรกิจสูง หากยอดขายตก หรือ ไม่มีรายได้ ก็ล้มได้เหมือนกัน ในช่วง Covid-19 หลายร้านก็ไม่มีลูกค้ามาเข้าใช้บริการ ทำให้เสียค่าเช่าโดยเปล่าประโยชน์

Margin ในบริบท “ธุรกิจ” หมายถึงอะไร

  • Margin คือกำไรที่เหลือหลังจากหักต้นทุนทั้งหมด ช่วยวัดความคุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจ
  • Margin ที่ดีต้องครอบคลุมต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง เช่น ค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าเช่า

ตัวอย่าง

  • ต้นทุนสินค้า 150 บาท ต้องการกำไร 50 บาท
  • ราคาขายควรอยู่ที่ 200 บาท (Margin 25%)
  • หากไม่รวมค่าขนส่งหรือแพ็กเกจ กำไรจริงอาจลดลงมาก

การบริหารต้นทุนเพื่อรักษา Margin

  • ตรวจสอบต้นทุนวัตถุดิบสม่ำเสมอ
  • เปรียบเทียบราคาซัพพลายเออร์
  • ปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสียและต้นทุนแฝง

ร้านอาหารที่ไม่ปรับราคาหลังต้นทุนวัตถุดิบเพิ่ม อาจมีกำไรลดจาก 30% เหลือ 10%

กลยุทธ์เพิ่ม Margin โดยไม่ลดยอดขาย

  • เพิ่มคุณค่า เช่น บรรจุภัณฑ์หรือบริการเสริม
  • ใช้การตลาดเน้นจุดแข็ง ไม่แข่งด้านราคา
  • สร้างจุดขายเฉพาะตัวแทนลดราคา

ร้านกาแฟที่ตั้งราคาสูงกว่า แต่ให้บริการห้องประชุมเล็ก จึงยังมีลูกค้าประจำแน่น

ความเข้าใจผิดเรื่อง Margin

  • ขายถูกไม่ได้หมายความว่าจะได้กำไรเพิ่ม หากกำไรต่อชิ้นต่ำ
  • ลดต้นทุนมากเกินไปอาจทำให้คุณภาพสินค้าแย่ลงและเสียลูกค้า

1 ผลิตภัณฑ์สินค้า ก็จะมีต้นทุน กับ กำไรในการขาย ซึ่งแน่นอนเลยว่า ราคาขายจะต้องมี Margin ของกำไรที่ถูกกำหนดเอาไว้ ตัวอย่างเช่นในภาพ คาดหวังกำไรที่ 33.33% ดังนั้นต้องขายขวดละ 300 บาท ถึงจะคุ้มทุน และ ตรงตามที่หวัง

ประเภท Margin ที่ควรรู้

  • Markup: กำไรจากต้นทุน เช่น ต้นทุน 100 บาท กำไร 50 บาท Markup 50%
  • Margin: กำไรจากราคาขาย เช่น ขาย 150 บาท ต้นทุน 100 บาท Margin 33.33%

การแยกความแตกต่างระหว่าง Markup กับ Margin ช่วยให้ตั้งราคาขายได้แม่นยำ

Break-even Margin คืออะไร

  • คือ Margin ขั้นต่ำที่ทำให้ธุรกิจไม่ขาดทุน
  • ค่าใช้จ่ายเดือนละ 300,000 บาท ต้องมี Margin 30% จึงต้องทำยอดขาย 1,000,000 บาทถึงจะคุ้มทุน

Margin ที่ดีควรเป็นเท่าไร

ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ

  • สินค้าอุปโภคบริโภค: Margin ต่ำแต่หมุนไว
  • ธุรกิจดิจิทัลหรือบริการ: Margin สูงเพราะต้นทุนคงที่ต่ำ

สิ่งสำคัญคือต้องรักษา Margin ให้สม่ำเสมอ และสามารถขยายได้ในระยะยาว

วิเคราะห์ Margin เพื่อปรับกลยุทธ์

  • หาก Margin ลด ควรตรวจสอบสาเหตุ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบหรือค่าแรงเพิ่ม
  • วิเคราะห์กำไรของแต่ละสินค้า แล้วโฟกัสเฉพาะที่ทำกำไรดี
  • ตัดสินค้าที่กำไรน้อยเพื่อให้บริหารง่ายขึ้น

ร้านเบเกอรี่ที่มี 10 เมนู แต่ 3 เมนูสร้างกำไรหลัก ควรเน้นเฉพาะเมนูที่คุ้มค่า

Margin กับการเติบโตในระยะยาว

  • ธุรกิจที่รักษา Margin ได้ดีมีโอกาสเติบโตโดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้
  • Margin ที่มั่นคงทำให้วางแผนขยายธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ Margin หาย

  • ใช้โปรโมชั่นมากโดยไม่วิเคราะห์กำไร
  • ไม่มีระบบควบคุมต้นทุน
  • ขยายธุรกิจเร็วเกินไป โดยไม่วัด Margin รายสาขา
  • มองข้ามต้นทุนแฝง เช่น ค่าขนส่งซ้ำซ้อน หรือเวลาทำงานที่สูญเปล่า

ธุรกิจหลายแบรนด์ที่มีมาร์จิ้นสูงมาก กำไรต่อยอดขายก็เยอะ ถึงแม้ว่าต้นทุนจะเพียงไม่กี่บาท แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคให้ความสำคัญทางด้านคุณค่า มากกว่าต้นทุนจริง

Margin ในบริบท “หุ้น” 

Margin Account คืออะไรในตลาดหุ้น

  • บัญชีที่ให้กู้เงินจากโบรกเกอร์เพื่อซื้อหุ้น
  • ใช้เพิ่มอำนาจซื้อเกินจากทุนตนเอง โดยต้องวางเงินประกัน (Initial Margin)

ตัวอย่าง

  • ลงทุนจริง 200,000 บาท กู้เพิ่มอีก 200,000 = ถือหุ้น 400,000
  • หากหุ้นขึ้น 10% = กำไร 40,000 หรือ 20% จากเงินทุนจริง

ความเสี่ยงของการใช้ Margin

  • หากหุ้นลง 10% จะขาดทุน 40,000 = 20% จากเงินทุนจริง
  • ถ้าพอร์ตต่ำกว่า Maintenance Margin อาจถูกเรียกเงินเพิ่ม (Margin Call) หรือโดนบังคับขาย (Forced Sell)
  • ยิ่งตลาดผันผวน ยิ่งเสี่ยงสูงขึ้น

ข้อควรระวังในการใช้ Margin

  • มีแผน Cut Loss และวินัยทางการเงิน
  • ใช้ไม่เกิน 2 เท่าของทุนที่มี
  • ห้ามใช้เพื่อตามทุนหรือแก้มือเวลาเสีย

ดอกเบี้ยจากการใช้ Margin

  • โบรกเกอร์คิดดอกเบี้ยรายวัน (ประมาณ 6–10% ต่อปี)
  • หากถือหุ้นนาน ต้นทุนดอกเบี้ยจะสะสม
  • ต้องคำนวณผลตอบแทน “หลังหักดอกเบี้ย” เสมอ

หุ้นแบบไหนไม่ควรใช้ Margin

  • หุ้นที่ราคาผันผวนสูงหรือมีข่าวลือ
  • หุ้นเล็ก สภาพคล่องต่ำ
  • หุ้นเก็งกำไรระยะสั้นที่ไม่มีแผนชัดเจน
  • หุ้นติด Cash Balance (เสี่ยงโดนบังคับขาย)

ตลาดหุ้นใช้ Margin เพื่อเปลี่ยนเงินก้อนเล็ก สู่เงินก้อนใหญ่หากได้กำไร โดยใช้เงินของตัวเอง รวมกับเงินกู้ Margin ใช้ Leverage เพื่อคว้ากำไรก้อนโต หากไปถูกทาง

กลยุทธ์ใช้ Margin แบบมือโปร

  • ใช้เฉพาะช่วงมั่นใจในแนวโน้มตลาด
  • แบ่งไม้ ไม่ใส่เต็มพอร์ตทันที
  • วางแผนกรณีเลวร้ายล่วงหน้า (Worst Case)
  • ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง

เปรียบเทียบบัญชี Cash กับ Margin

  • เงินลงทุน
    • บัญชี Cash: ใช้ทุนตนเอง 100%
    • บัญชี Margin: กู้ยืมจากโบรกเกอร์เพิ่มเติม
  • ดอกเบี้ย
    • บัญชี Cash: ไม่มี
    • บัญชี Margin: มีดอกเบี้ยรายวัน
  • กำไร/ขาดทุน
    • บัญชี Cash: ปกติ
    • บัญชี Margin: ขยายได้สูง แต่เสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • ความเสี่ยง
    • บัญชี Cash: จำกัด
    • บัญชี Margin: อาจโดน Margin Call หรือบังคับขาย

Margin ในบริบท “Forex” สำคัญแค่ไหน

Margin ใน Forex คืออะไร

  • เงินวางประกันที่ระบบล็อกไว้เพื่อเปิดออเดอร์
  • ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม เมื่อล็อกออร์เดอร์ปิด เงินจะคืนเข้าบัญชี
  • ยิ่งใช้ Leverage สูง Margin ต่อออร์เดอร์ยิ่งน้อย

ตัวอย่าง
Leverage 1:100 เทรด 1 Lot ($100,000) ต้องใช้ Margin ประมาณ $1,000 (1% ของขนาดออร์เดอร์จริง)

ความหมายของ Available Margin และ Free Margin

  • Used Margin: เงินที่ถูกใช้ค้ำประกันในออร์เดอร์ที่เปิดอยู่
  • Free Margin: เงินที่เหลือสำหรับเปิดออร์เดอร์ใหม่หรือรองรับความผันผวน
  • Margin Level: เปอร์เซ็นต์วัดสภาพพอร์ต หากต่ำกว่าเกณฑ์ อาจโดน Margin Call

Margin Call และ Stop Out

  • Equity ต่ำ ระบบเตือน Margin Call
  • หากไม่เติมเงิน ระบบปิดออร์เดอร์อัตโนมัติ (Stop Out)
  • หากไม่วางแผนดี อาจพอร์ตแตกได้ง่าย

วิธีใช้ Margin อย่างปลอดภัย

  • คำนวณความเสี่ยงก่อนเปิดออร์เดอร์ทุกครั้ง
  • ใช้ Margin ไม่เกิน 30-50% ของทุน
  • ตั้ง Stop Loss และควบคุมจำนวน Lot ตามพอร์ต
  • เว้น Free Margin เผื่อรับมือความผันผวน


พอร์ต $1,000 ใช้ Margin 800 หากกราฟผันผวนแค่ 30 pips อาจเจอ Margin Call

การคำนวณ Margin ที่ใช้ต่อออร์เดอร์

Margin = (Lot Size × Contract Size) ÷ Leverage

ตัวอย่าง
เทรด EUR/USD 1 Lot (100,000 หน่วย), Leverage 1:100
Margin = (1 × 100,000) ÷ 100 = $1,000

มาร์จิ้นใน Forex เปรียบเหมือนพื้นที่ให้เทรดเดอร์ได้หายใจ หรือ ได้เปิดออเดอร์เพิ่มขึ้น ตัวอย่างดังภาพนั้น นักเทรดสามารถเปิดออเดอร์เพิ่มได้เพราะมี Free Margin เยอะ บัญชีปลอดภัย (เทรดอยู่ในฝั่งกำไรเยอะ)

ความสัมพันธ์ Margin กับ Leverage

  • Leverage 1:50
    • Margin ต่อ 1 Lot: $2,000
    • ความเสี่ยง: ต่ำ
  • Leverage 1:100
    • Margin ต่อ 1 Lot: $1,000
    • ความเสี่ยง: ปานกลาง
  • Leverage 1:500
    • Margin ต่อ 1 Lot: $200
    • ความเสี่ยง: สูงมาก

Free Margin สำคัญอย่างไร

  • คือเงินกันชนเวลาตลาดผันผวน
  • Free Margin ต่ำ พอร์ตเสี่ยงโดน Margin Call
  • ควรเว้น Free Margin ไว้อย่างน้อย 50% ของ Equity

Margin Level ต่ำกว่า 100% หมายถึงอะไร

  • Margin Level มากกว่า 100%
    • พอร์ตยังปลอดภัย เทรดต่อได้ตามปกติ
  • Margin Level เท่ากับ 100%
    • เริ่มเข้าสู่ภาวะ Margin Call
    • โบรกเกอร์แจ้งเตือนให้เติมเงินหรือปิดออร์เดอร์บางส่วน
  • Margin Level ต่ำกว่า Stop Out
    • โบรกเกอร์เริ่มปิดออร์เดอร์อัตโนมัติ เพื่อป้องกันยอดติดลบ
  • หมายเหตุ
    • ค่า Stop Out ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 20–50% ขึ้นอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์

การวางแผนใช้ Margin สำหรับเทรดเดอร์

  • แบ่งทุนเป็นส่วนสำหรับใช้ Margin และส่วนกันชน
  • ไม่เปิดออร์เดอร์หลายตัวโดยไม่เช็ค Free Margin
  • ตรวจสอบ Margin Level ก่อนข่าวสำคัญ
  • ใช้เครื่องมือคำนวณ Margin ของโบรกเกอร์ช่วยวางแผน

จากภาพ เทรดเดอร์เข้าออเดอร์ Sell แต่กราฟกลับสวนทางไปฝั่ง Buy ทำให้ขาดทุนติดลบ มาร์จิ้นในการเปิดออเดอร์ไม่พอ ก็รอแหละว่าจะหายใจได้ถึงก่อน Stop Out หรือเปล่า

คลิปที่น่าสนใจ

  • เพราะเรื่องธุรกิจนั้นสำคัญมาก กับ Margin ขอแนะนำคลิปการพูดถึง Net Profit ของการทำธุรกิจ ที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น กับ คลิป 
  • Net Profit Margin คืออะไร? | จากช่อง Money Buffalo
  • https://www.youtube.com/watch?v=ElJE9lLXM7I

สรุป 

  • ในโลกการเงินทั่วไป Margin คือ 
    • “ช่องว่าง” ระหว่างรายได้กับต้นทุน ถ้าเก็บ Margin ได้สูง ธุรกิจก็มีพื้นที่หายใจมากขึ้น
    •  เวลายอดขายตกก็ยังพอประคองอยู่ได้
    •  แต่ถ้า Margin บางมาก ๆ แค่ยอดขายสะดุดนิดเดียวก็ไปต่อยาก
  • ในธุรกิจ Margin ไม่ได้บอกแค่กำไร 
    • แต่มันบอกถึง “ประสิทธิภาพการทำงาน” ด้วย ธุรกิจที่ Margin ดี แปลว่าบริหารต้นทุนได้เก่ง หรือขายของที่ลูกค้ายอมจ่ายในราคาสูงเพราะเห็นคุณค่า
  • ในตลาดหุ้น Margin 
    • หมายถึงการกู้เงินจากโบรกเกอร์มาเทรดเพิ่ม จุดนี้เหมือนมีดสองคม เพราะช่วยขยายผลกำไรได้ 
    • แต่ถ้าตลาดสวนแรงก็เจ็บหนัก แถมอาจโดนบังคับขายแบบไม่ทันตั้งตัว
  • ใน Forex Margin 
    • คือเงินประกันที่ต้องวางไว้เพื่อเปิดออเดอร์ เหมือนค่าจองที่นั่งในสนาม 
    • แต่ถ้าราคาไปผิดทางจน Equity เหลือน้อยเกินไป โบรกเกอร์ก็อาจส่ง Margin Call มาเตือนหรือตัดขาดทุนให้ทันที
  • ใครที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ มักพลาดเพราะมองแต่ผลลัพธ์ ไม่เห็นกลไกข้างใน 
  • แต่ถ้ารู้จักใช้ Margin อย่างมีวินัย มันจะกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มโอกาส ไม่ใช่หลุมพรางทางการเงิน
  • หลายคนรวมถึงตัวเองเคยชินกับการ “ขยายพอร์ตเร็ว” จนลืมว่ามันคือการเพิ่มความเสี่ยงเป็นทวีคูณ 
  • การเอาตัวรอดในระยะยาวมักมาจากการรักษา Margin ให้เหมาะกับสภาพตลาด ไม่ใช่การใช้เต็มวงเงินเสมอไป

อ้างอิง

FAQ — Margin คืออะไร สรุปข้อมูลในทุกบริบท [การเงิน, ธุรกิจ, หุ้น, Forex]

ไม่ใช่กำไร และก็ไม่ใช่ของฟรี Margin คือเงินประกันที่โบรกเกอร์ล็อกไว้ก่อนให้เราเปิดออร์เดอร์ ยิ่ง Leverage สูง ใช้ Margin น้อย แต่ความเสี่ยงพุ่ง ถ้าไม่รู้จักคุม ก็ Margin Call ได้ง่าย ๆ เลยนะ
คิดง่าย ๆ Leverage คือคันโยก ส่วน Margin คือเงินวางค้ำ ถ้า Leverage 1:100 เปิด 1 Lot ก็ใช้ Margin แค่ $1,000 แต่ถ้าเทรดพลาด พอร์ตก็ละลายได้เร็วเหมือนกัน เพราะคันโยกมันใหญ่
คล้ายกันแต่ไม่เหมือนเด๊ะ หุ้นใช้ Margin ก็จริง แต่มีข้อจำกัดเยอะ โบรกเกอร์จะให้วงเงิน Margin ตามเครดิตกับหุ้นที่ซื้อได้ ไม่ใช่ใครก็เข้า Margin ได้ง่าย ๆ แบบ Forex เพราะหุ้นมีการควบคุมเข้มกว่า
ถ้าเป็นธุรกิจ เราเรียก Margin ว่า “ส่วนต่างกำไร” เช่น ซื้อของมา 100 ขาย 150 กำไร 50 ก็คือ Gross Margin แต่ถ้าหักต้นทุนแฝงอื่น ๆ ด้วยถึงจะเป็น Net Margin พูดง่าย ๆ Margin คือหัวใจของธุรกิจที่ดี
ยังรอดได้ ถ้าเติมเงินเข้าพอร์ตทัน หรือปิดออร์เดอร์บางส่วนเพื่อลดภาระ Margin แต่ถ้าไม่ทัน โบรกจะค่อย ๆ เคลียร์ออร์เดอร์ให้เอง เรียก Stop Out ซึ่งนักเทรดสายโปรจะไม่ยอมให้ถึงจุดนั้นเด็ดขาด เพราะเขารู้ว่า “อยู่รอดดีกว่าอัดหนักแล้วพัง”

 

เขียนโดย

Rattapoom Jitjaroen

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chonthicha Poomidon