Leverage คืออะไร

  • Leverage เปรียบเหมือนตัวคูณกำลังซื้อที่โบรกเกอร์ให้เรายืมเงินมาใช้เทรด
  • สมมติว่าเรามีเงิน 100 ดอลลาร์ แล้วใช้ Leverage 1:100 เท่ากับเราควบคุมพอร์ตที่มีมูลค่าถึง 10,000 ดอลลาร์
  • ช่วยให้เราเริ่มต้นเทรดด้วยเงินน้อย แต่สามารถเปิดออเดอร์ใหญ่ได้
  • ฟังดูดี แต่ต้องไม่ลืมว่า ถ้าเทรดพลาดขึ้นมา ก็เจ็บตัวมากกว่าเงินที่มีในบัญชีด้วยซ้ำ
  • หลายคนเข้าใจ Leverage ว่าเหมือนเงินกู้ แต่จริง ๆ แล้วมันคือสิทธิ์ในการใช้ “วงเงินจำลอง” ที่โบรกเกอร์ให้เรา ไม่ใช่เงินสดที่โอนเข้ามา
  • ถ้าเทียบกับธุรกิจ Leverage ก็เหมือนกับการใช้เงินคนอื่นลงทุน ถ้าได้กำไรก็ได้เต็ม แต่ถ้าขาดทุนจะเจ็บกว่าเดิม
  • บางโบรกยังมีระบบ Leverage แบบ Dynamic ซึ่งจะลดลงอัตโนมัติถ้าพอร์ตเริ่มใหญ่ขึ้น เช่น เริ่มต้น 1:1000 แต่ถ้าเทรดเยอะเกินจะลดเหลือ 1:200 โดยไม่แจ้งล่วงหน้า

ทำไม Leverage ถึงสำคัญสำหรับนักเทรด Forex

  • เพราะตลาด Forex เคลื่อนไหววันหนึ่งแค่ไม่กี่สิบจุด ถ้าไม่มี Leverage การทำกำไรก็จะช้ามาก
  • Leverage ทำให้คนที่มีเงินทุนจำกัดสามารถเข้ามาในตลาดได้จริง
  • คนที่เริ่มต้นด้วยทุนไม่เยอะจะได้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบมีความเป็นไปได้
  • แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าไม่รู้จักควบคุมความเสี่ยง มันก็จะกลายเป็นกับดักให้เสียเงินเร็วเหมือนกัน
  • ถ้าจะเทียบกับตลาดหุ้น การไม่มี Leverage ทำให้ต้องใช้เงินจำนวนมากถึงจะเห็นผลตอบแทนที่ชัด
  • Forex เปิดโอกาสให้คนที่มีเงินเพียงหลักร้อยหรือหลักพันเข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกับสถาบันการเงิน
  • แต่คนที่ไม่วางแผนและใช้ Leverage สูงเกินไปก็มักกลายเป็น “อาหารของตลาด” อย่างรวดเร็ว

ภาพเผยถึงเทรดเดอร์ที่มีเงินทุนก้อนเล็ก สามารถได้เงินก้อนใหญ่ได้หากใช้ Leverage ในการเทรด แต่ถ้าไม่รู้จักควบคุมความเสี่ยง ก็เสียเงินก้อนใหญ่ได้เร็วเช่นเดียวกัน

คำนวณ Position Size อย่างถูกต้อง

  • ก่อนจะเข้าออเดอร์ ทุกครั้งต้องคำนวณขนาดไม้ก่อนเสมอ
  • ไม่ใช่เปิดตามใจ เพราะการใช้ Leverage จะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมาก 
  • ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่กี่ Lot

สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้จริง

ขนาดไม้ (Lot) = (เงินที่ยอมเสียต่อเทรด) / (Stop Loss เป็น pip x มูลค่า pip ต่อ Lot)

ตัวอย่างที่ 1 แบบทั่วไป

  • ทุน 1,000 USD ยอมเสี่ยง 2% = 20 USD
  • ตั้ง Stop Loss ไว้ 50 pip
  • คู่เงินที่เทรดคือ EURUSD (1 Lot = 10 USD ต่อ pip)

คำนวณ: ขนาดไม้ = 20 / (50 x 10) = 0.04 Lot เท่ากับว่า ควรเปิด 0.04 Lot เท่านั้น ต่อไม้

ตัวอย่างที่ 2: ทุนมากขึ้น + Stop Loss แคบ

  • ทุน 5,000 USD ยอมเสี่ยง 1% = 50 USD
  • ตั้ง Stop Loss ไว้ 25 pip
  • เทรดคู่ GBPUSD (1 Lot = 10 USD ต่อ pip)

คำนวณ: ขนาดไม้ = 50 / (25 x 10) = 0.20 Lot

สรุปคือ ควรเปิด 0.20 Lot เพราะ Stop Loss แคบและทุนเยอะ ทำให้ใช้ขนาดไม้ใหญ่ขึ้นได้โดยยังคุมความเสี่ยงในระดับ 1% ของพอร์ต

ตัวอย่างที่ 3: ทุนน้อย + Stop Loss กว้าง

  • ทุน 500 USD ยอมเสี่ยง 2% = 10 USD
  • ตั้ง Stop Loss ไว้ 100 pip
  • เทรดคู่ USDJPY (1 Lot = ประมาณ 9 USD ต่อ pip สำหรับ USDJPY)

คำนวณ:ขนาดไม้ = 10 / (100 x 9) ≈ 0.011 Lot

สรุปคือ ควรเปิดแค่ประมาณ 0.01 Lot เท่านั้น แม้จะดูเล็ก แต่เหมาะสมกับพอร์ตเล็กและ Stop Loss ที่กว้าง เพื่อไม่ให้โดนลากจนพอร์ตวูบ

ภาพเผยถึงคุณสมบัติของเทรดเดอร์ รวมไปถึงการเลือกใช้ Leverage ที่เหมาะสม คำแนะนำที่เหมาะกับ Scalping Trade และ คนเทรดระยะยาว

เลือก Leverage ให้เหมาะกับ “สไตล์เทรด”

สาย Scalper / Day Trader

  • ต้องการเข้าออกบ่อย เปิดออเดอร์หลายไม้ในวันเดียว
  • ควรใช้ Leverage สูงหน่อย เช่น 1:200 ถึง 1:500
  • แต่ต้องจัดการ Lot size ดี ๆ อย่าใส่เต็มเพราะ Margin จะหายวับ

ตัวอย่าง

  • ทุนเริ่มต้น: 1,000 USD
  • เทรดสั้น เข้าออกวันละหลายไม้ (TF: M5–M15)
  • ใช้ Leverage ประมาณ 1:200 – 1:500 เพื่อเปิดหลายออเดอร์ได้พร้อมกัน
  • เปิดไม้ละ 0.02 Lot ได้หลายไม้ โดย Margin ยังเหลือพอ
  • ถ้าใส่ Lot เยอะเกิน เช่น 0.10 Lot หลายไม้พร้อมกัน เสี่ยงโดน Stop Out เร็ว
  • เน้นการบริหาร Margin อย่างใกล้ชิดทุกครั้งก่อนเปิดไม้

สาย Swing / Position

  • ถือยาว ข้ามวัน ข้ามสัปดาห์ ต้องรับ Swap ด้วย
  • ใช้ Leverage ต่ำก็พอ เช่น 1:50 ถึง 1:100 เพราะไม่ต้องรีบ
  • เน้นความมั่นคง ไม่ใช่แรงระเบิด

ตัวอย่าง

  • ทุนเริ่มต้น: 3,000 USD
  • เทรดตามเทรนด์ ถือข้ามวัน ข้ามสัปดาห์ (TF: H4–D1)
  • ใช้ Leverage ประมาณ 1:50 – 1:100 ก็เพียงพอ เพราะเปิดแค่ไม่กี่ไม้
  • เปิดไม้ละ 0.05 Lot Margin ใช้น้อย มีพื้นที่เผื่อการย่อของราคา
  • ไม่ต้องกังวลเรื่อง Stop Out เพราะ Margin เหลือเยอะ
  • เหมาะกับคนที่มีวินัย รอจังหวะดี ๆ แล้วเข้าไม้ใหญ่นาน ๆ

ภาพตัวอย่าง Leverage ของโบรกเกอร์ XM มีการให้มากถึง 1:1000 แต่บัญชีหุ้น กำหนดเพียง 1:1 เท่านั้น

Checklist เตรียมตัวก่อนกดออเดอร์

  1. ทุนก้อนนี้ รับความเสี่ยงได้กี่ % ต่อเทรด
  2. ตั้ง Stop Loss หรือยัง ถ้าไม่ตั้ง อย่าเพิ่งเข้า
  3. คำนวณ Lot Size ก่อนเข้าไม้เสมอ
  4. Leverage ที่ใช้ เหมาะกับจำนวนไม้ที่กำลังจะเปิดหรือไม่
  5. เช็ก Margin ว่ายังเหลือพอ ถ้าผิดทางจะได้มีโอกาสแก้เกม

อธิบายให้เข้าใจลึกกว่านี้คือ 

  • ทุนเริ่มต้น: 3,000 USD
    • เป็นทุนระดับกลางที่มีความยืดหยุ่น สามารถจัดการความเสี่ยงได้สบาย
    • ตัวอย่าง: ถ้ายอมเสี่ยง 1% ต่อไม้ จะเท่ากับ 30 USD ซึ่งเพียงพอสำหรับตั้ง Stop Loss ได้ไกลในสไตล์ Swing
  • เทรดตามเทรนด์ ถือข้ามวัน ข้ามสัปดาห์ (TF: H4–D1)
    • เหมาะกับคนที่ชอบมองภาพใหญ่ เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
    • ตัวอย่าง: รอจังหวะ Breakout หรือ Reversal จากแนวรับ-แนวต้าน แล้วถือออเดอร์ 3–10 วัน เพื่อเก็บกำไรในรอบใหญ่
  • ใช้ Leverage ประมาณ 1:50 – 1:100 ก็เพียงพอ เพราะเปิดแค่ไม่กี่ไม้
    • ไม่จำเป็นต้องใช้ Leverage สูง เพราะไม่ได้เปิดหลายไม้พร้อมกัน
    • ตัวอย่าง: ใช้ Leverage 1:100 เปิด 0.05 Lot ใช้ Margin ประมาณ 50 USD เท่านั้น จากทุนทั้งหมดยังเหลือมากกว่า 2,900 USD
  • เปิดไม้ละ 0.05 Lot Margin ใช้น้อย มีพื้นที่เผื่อการย่อของราคา
    • เน้นเปิดไม้ขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อให้ Stop Loss ไม่กระทบพอร์ตหนัก
    • ตัวอย่าง: เทรด EURUSD SL 150 pip ขาดทุนประมาณ 75 USD คิดเป็นแค่ 2.5% ของพอร์ต ยังปลอดภัย
  • ไม่ต้องกังวลเรื่อง Stop Out เพราะ Margin เหลือเยอะ
    • การใช้ Leverage ต่ำและไม้ขนาดเล็กทำให้ไม่ถูกบีบ Margin
    • ตัวอย่าง: Margin ที่ใช้เพียง 50–60 USD จากพอร์ต 3,000 USD เท่ากับเหลือ Buffer เยอะมาก รองรับการแกว่งของราคาได้สบาย
  • เหมาะกับคนที่มีวินัย รอจังหวะดี ๆ แล้วเข้าไม้ใหญ่นาน ๆ
    • เทรดน้อยแต่แม่น ใช้ความอดทนและการวางแผนเพื่อเข้าไม้ในจังหวะสำคัญ
    • ตัวอย่าง: เทรด GBPJPY ตั้งรอแนวรับที่แข็งแรง พอเข้าตามแผนก็ถือไม้เดียวเก็บกำไรหลายร้อย pip โดยไม่ต้องเข้าออกถี่

เคล็ดลับคือ อย่าคิดแค่จะชนะ แต่ต้องวางแผนเผื่อแพ้ด้วย

ภาพแสดงถึง การตรวจสอบ Checklist  5 ข้อง่าย ๆ ที่เอาไปปรับใช้ได้ในการเทรด ว่า ทั้ง 5 ข้อนี้ เช็คดีแล้วก่อนเข้าออเดอร์ หรือยัง ?

เทรดจริง ใช้ Leverage จริง ผลลัพธ์จริง

เทรดเดอร์ A (คุณชัยรัตน์) : ใช้ Leverage 1:1000

  • ทุน 100 USD เปิดไม้ 0.5 Lot
  • กำไรวันแรก 60 USD ดีใจแทบร้อง
  • วันที่สองพลาด 30 pip ไม่ทันได้ตั้ง Stop Loss พอร์ตหายเกลี้ยง
  • บทเรียน: กำไรเร็ว เสียก็เร็ว อย่าลืม Stop Loss

เทรดเดอร์ B (คุณจันจิรา) : ใช้ Leverage 1:100

  • ทุน 1,000 USD เปิดไม้ละ 0.05 Lot เทรด swing ถือข้ามคืน
  • กำไรช้า แต่พอร์ตไม่เหวี่ยง อยู่รอดได้ทั้งช่วงเทรนด์และไซด์เวย์
  • บทเรียน: Leverage ไม่ได้ทำให้รวย แต่การอยู่รอดทำให้เทรดได้ต่อ

โบรกเกอร์ & Leverage: ข้อมูลที่ต้องรู้ก่อนสมัคร

  • โบรก Leverage สูง เช่น 1:1000 หรือไม่จำกัด
    • เปิดไม้ใหญ่ได้ด้วยทุนเล็ก เหมาะกับสายทุนต่ำ
    • แต่เสี่ยงพอร์ตพังเร็ว ถ้าไม่บริหาร Lot size ให้ดี
  • โบรก Leverage กลาง (1:100 – 1:500)
    • เหมาะกับทั้งสายเทรดสั้นและยาว จัดการความเสี่ยงได้ยืดหยุ่น
    • ไม่ตื่นเต้นเกินไป แต่ยังคงเปิดไม้ขนาดดี ๆ ได้สบาย
  • โบรกที่มีชื่อเสียง เช่น IC Markets, Pepperstone
    • Spread แคบ เชื่อถือได้ ถอนเงินง่าย
    • Leverage อาจไม่สูงเท่าบางเจ้า แต่เน้นความปลอดภัย
  • โบรกแจกโบนัส เช่น XM
    • เหมาะสำหรับมือใหม่ทดลองเทรดโดยไม่ต้องใช้ทุนตัวเอง
    • โบนัสมักมีเงื่อนไข ถอนไม่ได้ทันที ต้องระวังให้ดี
  • โบรกที่ Leverage ไม่จำกัด เช่น Exness
    • เปิดไม้แบบ Overtrade ได้ง่ายมาก
    • ต้องมีวินัยสูง ไม่อย่างนั้นพอร์ตอาจวูบได้ในพริบตา
  • เลือกโบรกให้ดูมากกว่าแค่ Leverage
    • ต้องเช็กเรื่อง Regulation, ระบบฝากถอน, ฝ่ายซัพพอร์ต
    • เพราะ Leverage ใช้ผิดแค่ครั้งเดียวก็พัง แต่โบรกไม่ดี เสียหายระยะยาว

โบรกเกอร์บางเจ้าให้ Leverage สูงถึง 1:2000 เลย เพื่อให้นักเทรดเข้ามาสร้างกำไร แต่สุดท้ายหากคนที่ใช้ไม่เป็น ก็เท่ากับว่า รอล้างพอร์ตไปในตัวครับ

คลิปที่น่าสนใจ

    • หากใครอ่านแล้วยังไม่เข้าใจต้องลองฟังคลิปประกอบกันดูกับคำว่า “เลเวอเรจ” กับคลิป 
    • สรุป Leverage คืออะไร ? ใช้ให้เป็น เป็นคลิปที่สรุปเอาไว้ง่าย ๆเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว จากช่อง
      ครูแบงค์ สอนเทรด

 

สรุป

  • Leverage เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ถ้าใช้โดยไม่เข้าใจ มันพร้อมจะกลับมาเล่นงานพอร์ตเราได้ทุกเมื่อ
  • อย่าเลือก Leverage เพราะความโลภ ให้เลือกตามแผนเทรดและวินัยที่เรามี
  • คำนวณ Lot Size ทุกครั้งก่อนเข้าไม้ เพราะการจัดการความเสี่ยงสำคัญกว่ากำไรระยะสั้น
  • เทรดให้เหมือนคนที่คิดเผื่อไว้แล้วว่าจะผิด ไม่ใช่คนที่มั่นใจว่าจะชนะตลอด
  • ไม่มี Leverage ที่ดีที่สุด มีแต่ Leverage ที่เหมาะกับเราในจังหวะนั้น
  • ถ้าอยากอยู่ในตลาดให้นาน ต้องใช้ Leverage แบบที่ “ไม่ทำลายตัวเอง” ในวันที่ตลาดไม่เป็นใจ

อ้างอิง

FAQ – คู่มือการใช้ leverage ในการเทรด forex

Leverage สูงช่วยให้ทำกำไรได้เร็วก็จริง แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสเจ๊งไวขึ้นถ้าไม่มีแผนรับมือความผันผวนของตลาด เทรดเดอร์ที่อยู่รอดได้จริง มักใช้ Leverage อย่างมีวินัยมากกว่ามองแค่ตัวคูณกำไร
เพราะสินทรัพย์แต่ละตัวใช้ Margin ไม่เท่ากัน เช่น ทองหรือดัชนีอาจกิน Margin มากกว่าคู่เงิน
แม้ตั้ง Leverage ไว้สูง แต่ถ้า Equity ไม่พอก็เปิดออเดอร์ใหญ่ไม่ได้
ปลอดภัยกว่าการเปิดไม้ใหญ่ เพราะ Leverage เป็นแค่ขีดจำกัดสูงสุด ไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้เต็ม
ถ้าเราคุมขนาดออเดอร์และความเสี่ยงต่อไม้ได้ดี ก็ถือว่าใช้ Leverage อย่างมีระบบ
โบรกเกอร์มักกำหนด Leverage แยกตามสินทรัพย์ เช่น Crypto หรือทองมักโดนจำกัดเหลือแค่ 1:100 หรือ 1:50
ถึงจะตั้งบัญชีไว้สูง เช่น 1:1000 แต่เมื่อเปิดออเดอร์บางประเภท Leverage จะถูกลดลงโดยอัตโนมัติ
สามารถคำนวณได้โดยเอา Volume ของออเดอร์หารด้วย Equity หรือดู % Margin ที่ใช้ในแพลตฟอร์ม
บางโบรกยังโชว์ “Used Leverage” ให้เห็นชัดว่าใช้ไปแล้วกี่เท่า ช่วยให้ควบคุมพอร์ตได้แม่นยำขึ้น

 

 

เขียนโดย

Somchai Witthtaya

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chonthicha Poomidon