DeFi คืออะไร?
DeFi นั้นเกิดจากการรวมตัวกันของคอมมูนิตี้ Ethereum Developer ในโปรเจกต์ต่างๆ เช่น MakerDao, Kybernetwork, Compound และอื่นๆ โดยมีแนวคิดในการสร้างระบบการเงินที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเข้าถึงได้โดยไม่มีอุปสรรคจากตัวกลาง
ปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ในแพลตฟอร์ม DeFi หรือที่เรียกว่า Total Locked Value (TVL) มีมูลค่ามากถึง 99.57 พันล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
DeFi จะเขย่าตลาด Forex ด้วย 6 วิธี ปฏิวัติการแลกเปลี่ยนเงินตรา
1. การลดบทบาทของตัวกลางอย่างสิ้นเชิง
DeFi ขจัดตัวกลางในตลาด Forex ทั้งหมด โดยผู้ซื้อและผู้ขายสามารถแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างกันได้โดยตรงผ่าน Smart Contract บน Blockchain
ตัดบทบาทโบรกเกอร์ Forex ที่เคยเก็บค่าธรรมเนียมสูง
- ในระบบดั้งเดิม โบรกเกอร์ Forex ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างนักลงทุนและตลาด โดยเก็บค่าธรรมเนียมในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอป ซึ่งรวมกันแล้วอาจสูงถึง 2-5% ของมูลค่าการซื้อขาย
- DeFi ทำลายความจำเป็นของโบรกเกอร์ โดยใช้ Smart Contract แทนที่ ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อขายเงินตราได้โดยตรงผ่าน Decentralized Exchange (DEX) โดยเสียค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อยให้กับเครือข่าย Blockchain เท่านั้น
ลดบทบาทธนาคารที่เคยผูกขาดการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
- ธนาคารทั่วโลกได้ผูกขาดการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศมานาน โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายทั่วโลกที่ควบคุมตลาดการแลกเปลี่ยนเงินตราหลักของโลก
- DeFi ท้าทายการผูกขาดนี้โดยสร้างระบบแลกเปลี่ยนเงินตราที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ
กำจัดความจำเป็นในการใช้บริการโอนเงินระหว่างประเทศที่มีค่าธรรมเนียมแพง
- บริการโอนเงินระหว่างประเทศแบบดั้งเดิมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 3-7% ของมูลค่าการโอน และใช้เวลา 2-5 วันทำการในการโอนเงิน
- DeFi ปฏิวัติการโอนเงินระหว่างประเทศด้วยการใช้ Stablecoin ที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับสกุลเงินในโลกจริง ทำให้สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้ภายในไม่กี่นาที ด้วยค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย (ต่ำกว่า 1%)
2. ทำลายข้อจำกัดเรื่องเวลาทำการ
ตลาด Forex แบบดั้งเดิมมีเวลาทำการที่จำกัด แต่ DeFi เปิดให้ซื้อขาย 24/7 ไม่มีวันหยุด
ทำให้นักลงทุนทั่วโลกสามารถทำธุรกรรมได้ทุกเวลา
- ตลาด Forex แบบดั้งเดิมแม้จะเปิดทำการ 24 ชั่วโมงในวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่จะปิดทำการในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ของประเทศต่างๆ ทำให้นักลงทุนไม่สามารถเข้าซื้อขายในช่วงเวลาดังกล่าวได้
- DeFi ทำลายข้อจำกัดนี้โดยสิ้นเชิง ด้วยการเปิดให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่มีวันหยุด ทำให้นักลงทุนในทุกโซนเวลาสามารถเข้าซื้อขายได้ตามความสะดวก และสามารถตอบสนองต่อข่าวสำคัญหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ทันที
ลดความเสี่ยงจากช่องว่างราคา (price gaps) ที่เกิดจากการหยุดทำการของตลาด
- ปัญหาสำคัญของตลาด Forex แบบดั้งเดิมคือ “ช่องว่างราคา” (Price Gaps) ที่เกิดขึ้นเมื่อตลาดเปิดทำการหลังจากวันหยุดหรือช่วงปิดทำการ โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวสำคัญระหว่างปิดทำการ ทำให้ราคาเปิดแตกต่างจากราคาปิดอย่างมีนัยสำคัญ
- DeFi แก้ปัญหานี้ด้วยการเปิดตลาดตลอดเวลา ทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดช่องว่างราคา นักลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และคำสั่ง Stop Loss สามารถทำงานได้ตามที่กำหนดไว้
เพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดโดยรวม
- การเปิดตลาดตลอด 24/7 ของ DeFi ไม่เพียงแต่สร้างความสะดวกให้กับนักลงทุน แต่ยังเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดโดยรวม เนื่องจากผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้ามาซื้อขายได้ตลอดเวลา ไม่มีช่องว่างของเวลาที่ตลาดปิดทำการ
3. ลดต้นทุนธุรกรรมอย่างมหาศาล
DeFi สามารถ ลดค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนเงินตราลงได้มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับระบบแบบดั้งเดิม
ไม่มีตัวกลางที่ต้องเก็บค่าธรรมเนียม
- ระบบการเงินแบบดั้งเดิมมีตัวกลางหลายชั้น โดยแต่ละชั้นจะเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้น ทั้งธนาคารตัวแทน, โบรกเกอร์ Forex และผู้ให้บริการชำระเงิน
- DeFi ตัดตัวกลางทั้งหมดเหล่านี้ออกไป ทำให้ผู้ใช้งานซื้อขายกันได้โดยตรง โดยเสียค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อยให้กับเครือข่าย Blockchain (Gas Fee) และค่าธรรมเนียมให้กับ Liquidity Provider ที่ต่ำกว่ามาก (ประมาณ 0.1-0.3%)
ใช้ระบบ Automated Market Maker แทนระบบ Market Maker แบบดั้งเดิม
- ตลาด Forex แบบดั้งเดิมใช้ระบบ Market Maker ที่เป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่คอยกำหนดราคาซื้อขาย ซึ่งมักมีส่วนต่างราคาเสนอซื้อและเสนอขาย (Bid-Ask Spread) ที่กว้าง เพื่อสร้างกำไรให้กับตัวเอง
- DeFi ปฏิวัติแนวคิดนี้ด้วยระบบ Automated Market Maker (AMM) ที่ใช้อัลกอริทึมทางคณิตศาสตร์ในการกำหนดราคา โดยไม่ต้องพึ่งพา Market Maker แบบดั้งเดิม ทำให้ส่วนต่างราคาเสนอซื้อ-ขาย (Spread) แคบลงมาก เพราะไม่มีตัวกลางที่ต้องการทำกำไรจากส่วนต่างนี้
ค่าธรรมเนียมเครือข่ายมีต้นทุนคงที่ ไม่ขึ้นกับมูลค่าธุรกรรม
- อีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญของ DeFi คือ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้กับเครือข่าย Blockchain (Gas Fee) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าของธุรกรรม แต่ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการทำธุรกรรมและความแออัดของเครือข่าย
- นั่นหมายความว่าการโอนเงิน 100 ดอลลาร์ หรือ 1 ล้านดอลลาร์ จะเสียค่าธรรมเนียมเท่ากัน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับธุรกรรมขนาดใหญ่
4. เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงตลาด Forex
DeFi ทำลายอุปสรรคในการเข้าถึงตลาด Forex โดยสิ้นเชิง
ไม่ต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำสูงเหมือนในระบบเดิม
- ในระบบ Forex แบบดั้งเดิม โบรกเกอร์หรือธนาคารมักกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำที่สูง DeFi ทำลายข้อจำกัดนี้โดยสิ้นเชิง ด้วยการเปิดให้ทุกคนสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราได้โดยไม่มีเงินขั้นต่ำ สามารถแลกเปลี่ยนเงินเพียงไม่กี่ดอลลาร์ได้
ไม่ต้องผ่านกระบวนการ KYC ที่ยุ่งยาก
- กระบวนการ Know Your Customer (KYC) ในระบบการเงินแบบดั้งเดิมมีความยุ่งยากและใช้เวลานาน ต้องส่งเอกสารยืนยันตัวตนหลายอย่าง และกระบวนการอนุมัติอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์
- DeFi ใช้แนวคิด “Code is Law” ที่อนุญาตให้ทุกคนสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนที่ยุ่งยาก เพียงมีกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ก็สามารถเข้าใช้งานได้ทันที
ไม่มีการจำกัดสิทธิการใช้งานตามภูมิภาคหรือประเทศ
- ตลาด Forex แบบดั้งเดิมมักมีข้อจำกัดตามภูมิภาคหรือประเทศ บางโบรกเกอร์ไม่เปิดให้บริการในบางประเทศ หรือบางประเทศมีกฎระเบียบที่เข้มงวดที่จำกัดการเข้าถึงตลาด Forex
- DeFi ทำลายข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เหล่านี้ เนื่องจาก Blockchain ไม่มีพรมแดน ทุกคนสามารถเข้าถึงได้เท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ และไม่มีการปิดกั้นหรือจำกัดสิทธิตามประเทศหรือภูมิภาค
ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงได้
- ประชากรกว่า 1.7 พันล้านคนทั่วโลกยังไม่มีบัญชีธนาคาร (Unbanked) โดยส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา DeFi เปิดโอกาสให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินระดับโลกได้ โดยต้องการเพียงสมาร์ทโฟนและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
5. ปฏิวัติระบบการทำกำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน
DeFi สร้างความโปร่งใสในการกำหนดราคาซื้อขาย:
ราคาถูกกำหนดโดยอัลกอริทึมและอุปสงค์-อุปทานในตลาดจริง
- ในระบบ Forex แบบดั้งเดิม Market Maker มีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดราคา และอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการกำหนดราคาที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง
- DeFi ใช้ระบบ Automated Market Maker (AMM) ที่อาศัยสูตรทางคณิตศาสตร์ในการกำหนดราคาตามอุปสงค์และอุปทานที่เกิดขึ้นจริงในตลาด ทำให้ราคามีความเป็นธรรมและสะท้อนสภาพตลาดที่แท้จริงมากกว่า
ขจัดการเอาเปรียบจากส่วนต่างราคาเสนอซื้อ-ขาย (spread) ที่สูงเกินจริง
- โบรกเกอร์และธนาคารในระบบเดิมมักกำหนดส่วนต่างราคาเสนอซื้อ-ขาย (Spread) ที่กว้างเกินความจำเป็น เพื่อสร้างกำไรให้กับตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
- DeFi ลดส่วนต่างนี้ลงอย่างมาก เนื่องจากไม่มีตัวกลางที่ต้องการทำกำไรจากส่วนต่างราคา ทำให้นักลงทุนได้รับราคาที่ดีกว่าและเป็นธรรมมากขึ้น
นักลงทุนรายย่อยได้รับราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น
- ในระบบเดิม นักลงทุนรายย่อยมักได้รับราคาที่ด้อยกว่านักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนที่มีเงินทุนสูง เนื่องจากอำนาจต่อรองที่ต่ำกว่า
- DeFi ทำให้ทุกคนได้รับราคาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยหรือนักลงทุนสถาบัน เพราะราคาถูกกำหนดโดยอัลกอริทึมและกลไกตลาดเดียวกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
6. ทำให้การซื้อขายระหว่างสกุลเงินแปลกใหม่เป็นไปได้
DeFi เปิดโอกาสให้มีการซื้อขายคู่สกุลเงินที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาด Forex แบบดั้งเดิม:
สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินที่ไม่ใช่สกุลเงินหลัก
- ตลาด Forex แบบดั้งเดิมมักมีคู่สกุลเงินที่ซื้อขายกันเฉพาะสกุลเงินหลัก เช่น USD, EUR, JPY, GBP โดยสกุลเงินของประเทศเล็กๆ หรือสกุลเงินที่ไม่นิยมมักไม่มีตลาดรองรับ
- DeFi เปิดโอกาสให้มี การแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินใดๆ ก็ได้ โดยไม่มีข้อจำกัด ทำให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินที่ไม่ใช่สกุลเงินหลักได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสกุลเงินกลาง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ
รองรับการแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินดิจิทัลและสกุลเงินในโลกจริง
- DeFi สร้างสะพานเชื่อมระหว่างโลกของสกุลเงินดิจิทัล เช่น Bitcoin, Ethereum กับสกุลเงินในโลกจริง เช่น ดอลลาร์, ยูโร, เยน ผ่าน Stablecoin ที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับสกุลเงินในโลกจริง
- นี่ทำให้ผู้ใช้สามารถเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ระหว่างโลกดิจิทัลและโลกจริงได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากความแตกต่างของราคาระหว่างตลาด
การที่มีตลาดแลกเปลี่ยนหลากหลายใน DeFi ทำให้เกิดโอกาสในการทำกำไรจากความแตกต่างของราคาระหว่างตลาด (Arbitrage) มากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างตลาด DeFi ต่างๆ หรือระหว่างตลาด DeFi กับตลาด Forex แบบดั้งเดิม
สรุป
ทุกอย่างล้วนต้องมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลานั้นมาถึง และในตลาด Forex ด้วยเช่นกัน จากเหตุการ์ณ Nixon Shock จนเกิดเป็นตลาด Forex และ ในตอนนี้ DeFi กำลังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของตลาด Forex อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยการนำเสนอทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำกว่า รวดเร็วกว่า เข้าถึงได้มากกว่า และโปร่งใสกว่า
การลดบทบาทของตัวกลาง, การทำลายข้อจำกัดเรื่องเวลาทำการ, การลดต้นทุนธุรกรรม, การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงตลาด, การสร้างความโปร่งใสในการกำหนดราคา, การรองรับการซื้อขายระหว่างสกุลเงินที่หลากหลาย และการสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ DeFi มีศักยภาพ และอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาด Forex ได้เลย
FAQ — DeFi จะเขย่าตลาด Forex มูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ได้อย่างไร?
มี 3 กลุ่มหลัก ๆ ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุดคือ พวกตัวกลางที่ทำกำไรจากความไร้ประสิทธิภาพของระบบ:
- ผู้ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศ: เช่น Western Union, MoneyGram ที่จะโดนตีจาก Stablecoin ที่โอนได้เร็วกว่าและถูกกว่ามาก
- โบรกเกอร์ Forex รายกลางถึงเล็ก: จะไม่สามารถแข่งขันกับ DEX ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าได้
- พวกรับแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของธนาคาร: ที่เคยทำกำไรมหาศาลจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน ก็จะถูกบีบให้ลดค่าธรรมเนียมลง



