การขาดดุลทางการค้า (Deficit Balance of Trade) คืออะไร?

ลองนึกภาพ “ประเทศไทย” เหมือนบ้านหลังหนึ่ง และ “ดุลการค้า” ก็เหมือน “บัญชีรายรับ-รายจ่ายของบ้านเรากับโลกภายนอก” พูดภาษาชาวบ้านคือ ภาวะที่ “บ้านเรา” จ่ายเงินซื้อของจากต่างชาติ มากกว่าเงินที่ได้จากการขายของให้ต่างชาติ

(เมื่อไหร่ก็ตามที่ รายจ่าย > รายรับ เราก็จะอยู่ในภาวะ “ขาดดุลการค้า” หรือ “ติดลบ” นั่นเอง เหมือนเดือนไหนที่เราช้อปปิ้งเยอะกว่าเงินเดือนที่ได้มา)

การขาดดุลทางการค้า คือ สภาวะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อประเทศหนึ่งมี มูลค่าของการนำเข้า (Imports) สูงกว่ามูลค่าของการส่งออก (Exports) ภายในช่วงเวลาที่กำหนด (เช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี)

คำนิยามแบบเจาะจง

  • การนำเข้า (Imports): คือ การซื้อสินค้าและบริการทุกชนิดจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่จับต้องได้ เช่น รถยนต์, คอมพิวเตอร์, น้ำมันดิบ, เสื้อผ้า หรือสินค้าที่จับต้องไม่ได้ (บริการ) เช่น การท่องเที่ยวที่คนไทยไปต่างประเทศ, การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์, หรือการใช้บริการทางการเงินของต่างชาติ
  • การส่งออก (Exports): คือ การขายสินค้าและบริการทุกชนิดของประเทศเราไปยังต่างประเทศ เช่น การขายสินค้าเกษตร, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, รถยนต์ที่ผลิตในไทย หรือบริการต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติเดินทางมาไทย, บริการด้านสุขภาพ, หรือบริการทางการเงิน
  • ดังนั้น เมื่อเราพูดว่า “ขาดดุลการค้า” มันหมายความว่า ยอดเงินที่ประเทศเราจ่ายออกไปเพื่อซื้อของจากทั่วโลกนั้น มากกว่ายอดเงินที่เรารับเข้ามาจากการขายของให้ทั่วโลก

สาเหตุในเชิงลึก (ตามหลักเศรษฐศาสตร์)

  • นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากชี้ว่าสาเหตุพื้นฐานของการขาดดุลการค้าไม่ได้มาจากนโยบายการค้าโดยตรง แต่มาจาก ความไม่สมดุลระหว่าง “การออม” และ “การลงทุน” ของประเทศ
  • พูดให้เห็นภาพ คือ เมื่อประเทศโดยรวม (ทั้งภาครัฐและเอกชน) มีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนรวมกัน มากกว่ารายได้ที่ประเทศผลิตได้ (GDP)
  • ส่วนต่างที่ใช้เกินมานั้นจำเป็นต้องถูกเติมเต็มด้วยสินค้าและบริการจากต่างประเทศ ซึ่งก็คือการนำเข้านั่นเอง

บทบาทหลักของ Deficit Balance of Trade

การขาดดุลการค้าไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มี “หน้าที่” แต่การเกิดขึ้นของมันทำหน้าที่เป็น “ตัวบ่งชี้” และมี “บทบาท” ต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ดังนี้ครับ

เป็นตัวบ่งชี้เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง (ในบางกรณี)

  • การที่ประเทศนำเข้าสินค้าจำนวนมาก อาจเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคและภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นสูง มีรายได้ดี และมีกำลังซื้อสูง
  • จึงต้องการสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการ ซึ่งรวมถึงสินค้านำเข้าด้วย

เป็นช่องทางในการนำเข้าเงินทุนเพื่อการพัฒนา

  • การขาดดุลการค้าต้องอาศัยเงินทุนจากต่างประเทศมาชดเชย หากเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้นถูกนำไปใช้อย่างชาญฉลาด เช่น นำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน, เทคโนโลยี, หรืออุตสาหกรรมใหม่ๆ
  • การนำไปใช้จะสามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้ (ดังเช่นที่สหรัฐอเมริกาเคยทำในศตวรรษที่ 19 โดยใช้เงินทุนจากยุโรปมาสร้างทางรถไฟ)

ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่หลากหลายและราคาถูก

  • การเปิดรับสินค้านำเข้าทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น สามารถบริโภคสินค้าที่ประเทศตนเองผลิตไม่ได้ หรือผลิตได้แต่ไม่มีประสิทธิภาพเท่า (ต้นทุนสูงกว่า)
  • ช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพและควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าในประเทศสูงเกินไป (ควบคุมเงินเฟ้อ)

บทบาทต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก (กรณีของสหรัฐฯ)

  • เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลักของโลก ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำเป็นต้องถือครองเงินดอลลาร์ เพื่อใช้ในการค้าขายและเป็นทุนสำรอง
  • การที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องจึงเปรียบเสมือนการ “ปั๊ม” เงินดอลลาร์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก
  • ทำให้ประเทศอื่นมีดอลลาร์เพียงพอสำหรับทำธุรกรรม ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับการเงินโลก

ความสำคัญและแนวคิด Deficit Balance of Trade

“ดุลการค้า” มีวิวัฒนาการไปอย่างมากตามยุคสมัย จากแนวคิดที่มองว่าการค้าคือการแข่งขันเพื่อเอาชนะกัน สู่ความเข้าใจในปัจจุบันว่ามันคือกลไกที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจทั้งระบบ

ยุคพาณิชยนิยม (ประมาณปี ค.ศ. 1500 – 1776)

  • ในยุคแรกเริ่มของการก่อตัวของรัฐชาติในยุโรป แนวคิดแบบพาณิชยนิยม (Mercantilism) ได้รับความนิยมอย่างสูง
  • ชาติต่างๆ มองความมั่งคั่งของตนเองเหมือนการนับเหรียญในหีบสมบัติ โดยเชื่อว่าชาติที่แข็งแกร่งคือชาติที่สะสม ทองคำและเงิน ได้มากที่สุด การค้าจึงเปรียบเสมือนการแข่งขัน เพื่อแย่งชิงสมบัติล้ำค่านี้ 
  • การส่งออกสินค้าถือเป็นชัยชนะ เพราะนั่น คือ การนำทองคำเข้ามาในประเทศ
  • ส่วนการนำเข้าสินค้าจากต่างชาติถือเป็นความพ่ายแพ้ เพราะมันคือการปล่อยให้ทองคำรั่วไหลออกไป การขาดดุลการค้าจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ

อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดนี้จะทรงอิทธิพล ก็เริ่มมีนักคิดที่มองเห็นข้อบกพร่องของมันก่อน แอดัม สมิธ เสียอีก หนึ่งในนั้นคือ ริชาร์ด แคนทิลลอน (Richard Cantillon) ในช่วงทศวรรษ 1730 เขาได้ชี้ให้เห็นว่า การพยายามเกินดุลการค้าไปเรื่อยๆ นั้นเป็นไปไม่ได้ในระยะยาว!

เขาอธิบายว่าเมื่อประเทศหนึ่งเกินดุลมากๆ ทองคำก็จะไหลเข้าประเทศเยอะขึ้น และเมื่อมีทองคำในระบบเศรษฐกิจเยอะ มันจะทำให้ราคาสินค้าในประเทศนั้นแพงขึ้น (เกิดเงินเฟ้อ) เมื่อสินค้าแพงขึ้นก็จะส่งออกได้ยากขึ้นและหันไปนำเข้ามากขึ้น สุดท้ายแล้วกลไกของราคานี้จะ “ปรับสมดุล” ด้วยตัวมันเอง ทำให้การเกินดุลลดลง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งและมาก่อนกาล

ยุคเศรษฐศาสตร์คลาสสิก (ประมาณปี ค.ศ. 1776 – 1870)

  • จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 1776 เมื่อ แอดัม สมิธ (Adam Smith) ตีพิมพ์หนังสือ The Wealth of Nationsซึ่งได้ปฏิวัติแนวคิดเดิมโดยสิ้นเชิง
  • นักคิดในยุคนี้อย่างสมิธและ เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) ได้เปลี่ยนมุมมองว่าการค้าไม่ใช่เกมที่ต้องมีคนแพ้-คนชนะ แต่เป็นกิจกรรมที่ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) ผ่านหลักการที่สำคัญอย่างยิ่งคือ “ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ” (Comparative Advantage)
  • ซึ่งอธิบายว่าแต่ละประเทศควรหันไปผลิตสินค้าที่ตนเองถนัดที่สุดแล้วนำมาแลกเปลี่ยนกัน วิธีนี้จะทำให้โลกโดยรวมมีสินค้าบริโภคมากขึ้นในราคาที่ถูกลง
  • ดังนั้น การขาดดุลการค้าจึงไม่ใช่ความล้มเหลวอีกต่อไป แต่เป็นผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติของการค้าเสรี

ยุคเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ และระเบียบโลกปัจจุบัน (ประมาณทศวรรษ 1930 – ปัจจุบัน)

  • ในยุคนี้ มุมมองได้ซับซ้อนขึ้นไปอีก โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ แนวคิดของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ในช่วงทศวรรษ 1930
  • ทำให้เกิดเศรษฐศาสตร์มหภาคสมัยใหม่ นักเศรษฐศาสตร์ยุคนี้มองว่าดุลการค้าเป็น “ภาพสะท้อน” ของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการออม การลงทุน หรือนโยบายของรัฐบาล
  • การขาดดุลจึงเป็นเพียง “อาการ” ที่บ่งบอกถึงโครงสร้างภายใน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

  • แนวคิดนี้ได้ถูกนำมาปฏิบัติจริงผ่าน ระบบเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods System) ในปี 1944 
  • ซึ่งพยายามสร้างเสถียรภาพและป้องกันไม่ให้เกิดสงครามการค้า โดยมีการจัดตั้ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ขาดดุลชั่วคราว
  • ในการประชุมครั้งนั้น เคนส์ ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่าประเทศที่ “เกินดุล” มากเกินไปก็ควรถูกลงโทษเช่นกัน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความไม่สมดุลให้แก่โลก แต่น่าเสียดายที่ข้อเสนอนี้ถูกปัดตกไป

ยิ่งไปกว่านั้น การที่เงินดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นสกุลเงินสำรองของโลก ได้สร้างสภาวะที่เรียกว่า “ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของทริฟฟิน” (Triffin Dilemma) ซึ่งอธิบายโดย โรเบิร์ต ทริฟฟิน ในช่วงทศวรรษ 1960 

เขาชี้ว่า เพื่อให้โลกมีเงินดอลลาร์เพียงพอต่อการค้า สหรัฐฯ จำเป็นต้องขาดดุลการค้าเพื่อกระจายเงินดอลลาร์ออกไป แต่การขาดดุลไปเรื่อยๆ ก็อาจทำลายความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์ได้เช่นกัน ภาวะนี้จึงอธิบายว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องของการค้า แต่เป็น “

ความเกี่ยวข้องกับตลาด Forex

การขาดดุลการค้าส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินของประเทศในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex)

  • แรงกดดันต่อค่าเงินให้อ่อนค่า: ตามหลักอุปสงค์-อุปทานพื้นฐาน การขาดดุลการค้าสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆ อ่อนค่าลง เพราะ:
    • ความต้องการเงินสกุลต่างประเทศเพิ่มขึ้น: ผู้นำเข้าในประเทศต้องนำเงินบาทไป “ขาย” เพื่อ “ซื้อ” เงินดอลลาร์ (หรือสกุลอื่น) มาจ่ายค่าสินค้า ทำให้มีปริมาณเงินบาทในตลาดเยอะขึ้น (อุปทานสูงขึ้น)
    • ความต้องการเงินสกุลท้องถิ่นลดลง: การส่งออกที่น้อยกว่า หมายความว่าชาวต่างชาติมีความต้องการ “ซื้อ” เงินบาทเพื่อมาจ่ายค่าสินค้าน้อยลง (อุปสงค์ลดลง)
    • เมื่ออุปทานสูงขึ้นและอุปสงค์ลดลง ค่าของเงินบาทจึงควรจะอ่อนค่าลง
  • กลไกปรับสมดุลในทางทฤษฎี: เมื่อค่าเงินอ่อนลง มันจะช่วยปรับสมดุลการค้าได้เองโดยอัตโนมัติ เพราะ:
    • สินค้าส่งออกของไทยจะ “ราคาถูกลง” ในสายตาชาวต่างชาติ ทำให้เราขายของได้มากขึ้น
    • สินค้านำเข้าจะ “ราคาแพงขึ้น” สำหรับคนไทย ทำให้เราซื้อของจากต่างประเทศน้อยลง
  • ปัจจัยซับซ้อนในโลกจริง (เงินทุนไหลเข้า): สำหรับประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา แม้จะขาดดุลการค้ามหาศาล แต่ค่าเงินดอลลาร์กลับไม่ตกต่ำอย่างที่ควรจะเป็น เพราะมี “เงินทุนไหลเข้า” จำนวนมากจากนักลงทุนทั่วโลกที่ต้องการซื้อสินทรัพย์ของสหรัฐฯ (เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นในตลาดหลักทรัพย์) แรงซื้อดอลลาร์จากฝั่งนักลงทุนนี้มีพลังมากพอที่จะหักล้างแรงขายดอลลาร์จากฝั่งการค้า ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งแกร่ง

ข้อดีและข้อเสีย

การขาดดุลการค้ามีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

ข้อดี (Pros)

  • ยกระดับมาตรฐานการครองชีพ: ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลายจากทั่วโลก ซึ่งอาจมีคุณภาพดีกว่าหรือราคาถูกกว่าที่ผลิตในประเทศ
  • เป็นสัญญาณของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง: การบริโภคและการนำเข้าที่สูงอาจสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของคนในประเทศ
  • เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุน: เงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาเพื่อชดเชยการขาดดุล สามารถนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของประเทศได้
  • กระตุ้นการแข่งขันและนวัตกรรม: การแข่งขันจากสินค้านำเข้า บีบให้ผู้ผลิตในประเทศต้องปรับตัว พัฒนาประสิทธิภาพ และสร้างนวัตกรรมเพื่อความอยู่รอด
  • ช่วยควบคุมเงินเฟ้อ: การมีสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเป็นทางเลือก ช่วยกดดันไม่ให้ผู้ผลิตในประเทศขึ้นราคาสินค้าตามใจชอบ

ข้อเสีย (Cons)

  • การสูญเสียตำแหน่งงานในบางอุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมในประเทศที่ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูกได้ โดยเฉพาะภาคการผลิต อาจต้องลดขนาดหรือปิดกิจการลง นำไปสู่การว่างงานจำนวนมาก (กรณี “China Shock” ในสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน)
  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินทุน: การพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมีความเสี่ยงสูง หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติหมดความเชื่อมั่นและถอนเงินทุนออกอย่างรวดเร็ว (Capital Flight) ก็อาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินที่รุนแรงได้ (ดังเช่นวิกฤตการเงินในเอเชียปี 1997)
  • การเพิ่มขึ้นของหนี้สินต่างประเทศ: หากเงินทุนที่ไหลเข้ามาถูกใช้ไปเพื่อการบริโภคเป็นหลักแทนที่จะเป็นการลงทุน ก็จะกลายเป็นการสะสมหนี้สินให้กับคนรุ่นหลัง

ตารางเปรียบเทียบ: ดุลการค้า vs. ดุลงบประมาณ

หัวข้อเปรียบเทียบดุลการค้า (Trade Balance)ดุลงบประมาณ (Budget Balance)
ใครเป็นคนทำ?ทั้งประเทศ (ภาคเอกชน + ภาครัฐ)รัฐบาล เท่านั้น
ทำอะไร?การค้าขายกับต่างประเทศการใช้จ่ายและการเก็บภาษีภายในประเทศ
รายรับคืออะไร?เงินที่ได้จากการ ส่งออก สินค้าและบริการเงินที่ได้จากการเก็บ ภาษี และรายได้อื่นๆ ของรัฐ
รายจ่ายคืออะไร?เงินที่ใช้ในการ นำเข้า สินค้าและบริการเงินที่ รัฐบาลใช้จ่าย (เช่น เงินเดือนข้าราชการ, การสร้างถนน, งบกลาโหม)
"ขาดดุล" หมายถึงนำเข้า มากกว่า ส่งออก (ประเทศซื้อของจากโลก มากกว่าขายให้โลก)รายจ่าย มากกว่า รายรับ (รัฐบาลใช้เงิน มากกว่าที่เก็บภาษีได้)
"เกินดุล" หมายถึงส่งออก มากกว่า นำเข้า (ประเทศขายของให้โลก มากกว่าซื้อจากโลก)รายรับ มากกว่า รายจ่าย (รัฐบาลเก็บภาษีได้ มากกว่าที่ใช้จ่ายไป)
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องธนาคารแห่งประเทศไทย, กระทรวงพาณิชย์กระทรวงการคลัง, สำนักงบประมาณ
ความเชื่อมโยงการขาดดุลงบประมาณที่สูง มักจะทำให้การออมโดยรวมของชาติลดลง และมีส่วนทำให้เกิดการขาดดุลการค้าที่สูงขึ้นตามมา (เรียกว่า "ปัญหาขาดดุลแฝด" หรือ Twin Deficits)

วีดีโอที่เกี่ยวข้อง

เรื่อง ขาดดุลการค้าเกิดจากอะไร? : The Briefer

วินาทีที่สำคัญ

  • [00:56] นิยามของการขาดดุลการค้า: วิดีโอเริ่มอธิบายความหมายที่แท้จริงของการขาดดุลการค้าว่า คือสภาวะที่ประเทศมี “กำลังซื้อจากโลกภายนอกมากกว่าที่ขายออกไป” ซึ่งทำให้มูลค่าการนำเข้าสูงกว่าการส่งออก
  • [01:24] ตัวอย่างการขาดดุลของสหรัฐฯ: มีการยกตัวเลขของปี 2567 เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน โดยสหรัฐฯ ส่งออก 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ แต่นำเข้าถึง 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ขาดดุลกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์
  • [02:32] การขาดดุลดีหรือไม่ดี?: นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่าการขาดดุล “ไม่ได้ดีหรือเลวร้ายในตัวเอง” แต่มันเป็นเพียงภาพสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ
  • [03:07] การขาดดุลในฐานะภาพสะท้อนความแข็งแกร่ง: มีการอธิบายมุมมองที่น่าสนใจว่า การขาดดุลของสหรัฐฯ สะท้อนถึงการเป็น “ศูนย์กลางการลงทุนของโลก” ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลกให้ไหลเข้ามาลงทุน และเงินดอลลาร์ที่เป็นสกุลเงินหลักของโลกก็ยิ่งผลักดันให้เกิดสภาวะนี้
  • [05:45] ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่: แม้จะมีข้อดี แต่การขาดดุลที่เรื้อรังก็มีความเสี่ยง โดยจะ “กัดเซาะภาคการผลิต เพิ่มการว่างงาน และทำให้เศรษฐกิจเปราะบาง” ต่อวิกฤตการเงินได้
  • [06:33] แนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืน: วิดีโอสรุปว่าวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดไม่ใช่การตั้งกำแพงภาษี แต่คือการ “ลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง” เพื่อกระตุ้นการออมในประเทศและลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติ

สรุป

การขาดดุลการค้าไม่ใช่แค่ตัวเลขทางบัญชีที่ประเทศนำเข้ามากกว่าส่งออก แต่มันคือภาพสะท้อนเชิงลึกที่บ่งบอกถึงโครงสร้างและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของชาติโดยรวม เป็นภาวะที่ประเทศกำลัง “ใช้จ่าย” เพื่อการบริโภคและการลงทุน มากกว่าที่ “ผลิต” หรือสร้างรายได้ขึ้นมาได้จริง ช่องว่างที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ถูกเติมเต็มด้วยความว่างเปล่า แต่ด้วยการ “นำเข้า” ทั้งสินค้าและบริการจากต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เกินกว่าศักยภาพการผลิตของตนเอง

นี่คือ การนำเข้าความมั่งคั่งและเงินทุนจากต่างชาติมาเพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพในปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งมันมอบความสะดวกสบายและทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภค กดดันให้ราคาสินค้าในประเทศไม่สูงจนเกินไป และอาจเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจที่ร้อนแรงซึ่งผู้คนมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย 

แต่อีกด้านหนึ่งมันก็สร้างความเสี่ยงและความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ การพึ่งพาสินค้าจากภายนอกอาจทำให้อุตสาหกรรมภายในประเทศอ่อนแอลง ขณะที่การพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติก็ทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกอยู่ในภาวะที่อ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกนั้นเอง

อ้างอิง

FAQ — การขาดดุลทางการค้า (Deficit Balance of Trade) คืออะไร? สรุปภาพรวมเจาะลึกทุกแง่มุม

คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันทั้งหมดค การขาดดุลหมายถึงประเทศโดยรวมใช้จ่ายเกินตัวและต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติมาชดเชย ซึ่งอาจมาในรูปหนี้สินหรือการลงทุนก็ได้ เปรียบเหมือนบัญชีของทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่หนี้ของรัฐบาล
ไม่มีคำตอบตายตัว ด้านหนึ่งมันสะท้อนว่าคนมีกำลังซื้อและได้ใช้ของราคาถูก แต่อีกด้านก็สร้างความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมในประเทศและการพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติที่ผันผวนได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องพิจารณาเป็นกรณีไป
เพราะการค้าเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมการ หากมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Capital Inflows) ไหลเข้ามาในประเทศอย่างมหาศาล ความต้องการซื้อสกุลเงินนั้นก็จะสูงกว่าแรงเทขายที่เกิดจากการขาดดุล ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นสวนทางกับตัวเลขการค้าได้
ส่งผลโดยตรงเลย ในแง่ดีคือเรามีสินค้าราคาถูกและหลากหลายให้เลือกใช้ เช่น มือถือหรือรถยนต์ แต่ในแง่ร้ายก็อาจทำให้อุตสาหกรรมในประเทศที่เราหรือคนใกล้ตัวทำงานอยู่ แข่งขันไม่ได้และอาจเกิดการเลิกจ้างงาน

 

เขียนโดย

Pakornkiat Poonsuk

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chatchawal Nakcharoen