บทเรียน ป.ตรี ปีที่ 3: การทำบันทึกการเทรดและตัวอย่าง FOREX

การทำบันทึกการเทรดและตัวอย่าง  คือ การพัฒนาทักษะการเทรด FOREX ที่สำคัญเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ต้องทำในลำดับต้นๆ ของการเทรด เทรดเดอร์หน้าใหม่มักจะไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการเทรด และการพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ในการพัฒนา

 
 

ความสำคัญของการทำ Trading Journal

การเทรดเครื่องมือที่จะช่วยพัฒนาได้ดี คือ การทำการจดบันทึก หรือ Trading Journal สิ่งที่ต้องทำใน Trading Journal คือ การคิดการตัดสินใจก่อนที่เราจะทำการเทรดและหลังจากการตัดสินใจเพราะว่า การเทรดนั้นจะแสดงผลเมื่อมันเกิดเหตุการณ์ไปแล้ว หลายคนพลาดขั้นตอนนี้และไม่ได้ทำการ Capture หน้าจอ พลาดโอกาสในการเรียนรู้ที่สำคัญบ่อยครั้ง ดังนั้น ในการเทรดสิ่งที่ควรจะทำมากที่สุด คือ การทำ Trading Journal โดยใช้ภาพ มาใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยการเรียนรู้ และเพื่อให้ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เร็วยิ่งขึ้น เทรดเดอร์ควรจะทำการบ้าน นั่นคือ การนำภาพเหล่านั้นมาทบทวนซ้ำๆ จนทำให้เราสามารถจำรูปแบบการตัดสินใจ และเกิดการเรียนรู้ในการเทรดนั้น โดยที่ไม่ต้องลองผิดลองถูกหลายๆ ครั้ง

การทำบันทึกการเทรดเป็นการบันทึกความทรงจำ และเพิ่ม Learning Curve ในการเทรดได้อย่างรวดเร็ว การทำบันทึกการเทรดที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การเขียนเป็นตัวหนังสือแล้วบอกว่าตัวเองเป็นอะไรอย่างไร แต่การบันทึกการเทรดที่ดีนั้นจะต้องทำให้เราได้ความรู้ในการเทรดเพิ่มขึ้น

“คุณรู้หรือไม่ว่าสมองคนเราจำเป็นภาพได้ดีมากกว่าจำเป็นตัวหนังสือ” ระบบประสบการณ์ของมนุษย์สร้างมา เพื่อรับภาพ ดังนั้น การเทรดที่ดีเพื่อที่จะให้สร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว คือ การทำการบันทึกภาพการเทรดก่อนและหลัง จะทำให้เราสามารถจำภาพได้ว่า ก่อนที่กราฟจะเป็นอย่างไร มันเคยเป็นอย่างไรมาก่อนบ้าง

หลักการทำบันทึกการเทรด

หลักการทำบันทึกการเทรด สิ่งที่ต้องทำมีอะไรบ้าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ง่าย ๆ ที่จะตอบคำถามแต่ในความเป็นจริง การทำบันทึกการเทรดนั้นมีอะไรมากกว่าที่คิด และสิ่งที่ต้องมีเลย คือ

  1. เราคาดว่าจะเป็นอย่างไร

การทำบันทึกการเทรดนั้นมุ่งหวัง เพื่อเรียนรู้จากความผิดพลาด แต่คนเรามักจะไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วจะถูกหรือผิด สิ่งที่ต้องทำคือ ทำการบันทึกไว้ว่า จริง ๆ แล้วเราทำอย่างไรและตัดสินใจอย่างไรก่อนหน้านี้ การตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรนั้นทำให้การเทรดเป็นเรื่องน่าเบื่อ เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะทำการเทรดและไม่ได้ทำการบันทึกเพราะคิดว่าจะจำมันได้มันผ่านไปไม่นาน การทำแบบบนี้สมองจะใช้เวลาเรียนรู้นานกว่าการ Cap ภาพและอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนตัดสินใจและหลังจากตัดสินใจมาเปรียบเทียบ

นอกจากสิ่งที่เราจะต้องทำการ Capture ภาพหน้าจอทุกคร้งและทำการเททรดแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำการบันทึกคือ การทำความเข้าใจว่าตอนนั้นเรารู้สึกอย่างไร ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น การที่เรานำภาพเหล่านี้กลับมาทบทวนนั่นแหละเมื่อวเลาผ่านไป ทำให้เราเกิด Learning Curve ขึ้น มันก็เหมือนกับหลักการของการอ่านหนังสือที่ต้องทำการทบทวนหนังสือครับ

  1. แล้วผลที่ได้ออกมาเป็นแบบใด

หลังจากที่เราได้ทำการพยากรณ์การเคลื่อนไหวของราคาแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือ ผลลัพธ์ของการเคลื่อนไหว เวลาเราทำการบันทึก คนจะบอกว่า ก็รู้แล้วไงแบบนี้ถึงทำให้ขาดทุน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่นั้นหรอกครับ เพราะว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักว่า การเทรดช่วงแรกๆ คือการฝึก แต่พวกเขาคิดว่าจะมาเอาเงินจากตลาดอย่างเดียว การคิดที่จะมาเองเงินเพียงอย่างเดียวนั้นทำให้การเทรดเป็นเรื่องเป็นสนามทดลอง ทำให้เสียเงินจำนวนมาก และดันไม่ได้เรียนรู้ ต้องทำความผิดพลาดเดิม ๆ ซ้ำๆ จนเกิดการเรียนรู้ถึงจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมต้องทำอย่างนั้นหล่ะในเมื่อเราสามารถกลับไปดูภาพซ้ำๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องทำผิดพลาดบ่อย นี่แหละครับ หัวใจของ บันทึกการเทรด

ตัวอย่างบันทึกการเทรด

การทำ Trading Journal ก่อนที่จะเทรด
ภาพที่ 1 การทำ Trading Journal ก่อนที่จะเทรด

ภาพที่  1 แสดงการพยากรณ์ราคาโดยการคาดการณ์หลังจากการเกิด Bottom ที่ 3 ว่าราคาจะพลิกกลับและไม่ลงเป็นระยะยาว เนื่องจาก 3 ครั้งที่ผ่านมาแสดงว่า ราคาไม่ได้ลงแรงมากนัก ความรู้สึกผมตอนนี้มันเหมือนกับว่า ราคาจะขึ้นถึง ราคา High เดิมหลังจาก Bottom แรกเลย แต่ว่าจะเป็นอย่างไรเรามาดูความเป็นจริงในภาพต่อไปนี้กัน

แสดงเหตุการณ์หลังเส้นสีฟ้า หลังจากมีการทำนายแล้ว
ภาพที่ 2 แสดงเหตุการณ์หลังเส้นสีฟ้า หลังจากมีการทำนายแล้ว

หลังจากเส้นตรงสีฟ้า คือ เหตุการณ์หลังจากนั้นครับ เป็นยังไงครับ นี่คือผลของมัน ผมพบว่า ไอ้ที่เชื่อความรู้สึกตัวเองนั้นไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ผมพบว่า ทำตามเงื่อนไขของ indicator และเครื่องมือที่เราใช้ ก็ถ้าหากมันบอกให้กลับตัวก็กลับตัว ถ้าไม่ใช่ก็รอก่อน ซึ่งเช่นเดียวกัน การเทรดแบบนี้น่าจะส่งผลดีกว่า ผมก็เลยเขียนบันทึกไว้ว่า “ให้ทำตาม indicator” ดีกว่า