ทำไมหลายคนเชื่อว่า High Risk = High Return
- เพราะได้ยินบ่อยจากวงการการเงิน
- สโลแกนนี้มักถูกพูดบ่อยในหนังสือหุ้น คอร์สการลงทุน หรือคำแนะนำทั่วไป
- ทำให้หลายคนเข้าใจว่า “เสี่ยงมาก = รวยเร็ว”
- เข้าใจแบบง่ายๆ ตามหลักเหตุและผล
- มือใหม่มักตีความว่า ถ้ากล้าเสี่ยงมาก ก็ต้องมีโอกาสได้มาก เพราะยอมแลกกับความไม่แน่นอน
- เห็นตัวอย่างของคนที่รวยเร็วจากการเสี่ยงสูง
- เทรดเดอร์บางคนโชว์กำไรเป็นเท่าตัวในเวลาไม่นาน
- ทำให้เชื่อว่า High Risk นำมาซึ่ง High Return เสมอ
- คิดว่าการไม่กล้าเสี่ยง เท่ากับว่า พลาดโอกาส
- บางคนกลัวจะพลาดจังหวะทอง เลยยอม “เสี่ยงให้สุด” เพราะคิดว่าถ้าไม่เสี่ยง จะไม่มีทางได้ผลตอบแทนสูง
- ไม่มีความรู้เรื่องความเสี่ยงเชิงลึก
- ไม่แยกประเภทของความเสี่ยง
- เสี่ยงที่วางแผนได้ กับเสี่ยงแบบพนัน ทำให้เข้าใจผิดว่าเสี่ยงทุกแบบจะคุ้มค่า
ภาพอธิบายถึงการเทรดด้วยเงินทั้งบัญชีเต็มจำนวน มีโอกาสสร้างายได้ที่งดงาม แบบตั้งตัวได้เช่นกัน แต่อย่าลืมว่า หากไม่ชนะเดิมพัน เท่ากับ การล้มละลายเลยทีเดียว
บริหารความเสี่ยงไม่เป็น คือ การขาดทุนโดยไม่จำเป็น
- ไม่กำหนด % ความเสี่ยงต่อไม้ (Risk per Trade)
- หลายคนเข้าตลาดแบบไม่มีการวางแผนความเสี่ยงเลย เปิดไม้ละเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ขึ้นอยู่กับ “อารมณ์ตอนนั้น”
- สมมุติทุน 10,000 ดอลลาร์ แต่เสี่ยงทีเดียว 2,000 ดอลลาร์ แบบนี้โดนไม้เดียว พอร์ต พังทันที ทั้งที่ถ้าแบ่งความเสี่ยงแค่ 1-2% ต่อไม้ ยังมีโอกาสอยู่ในเกมต่อได้นานกว่านี้เยอะ
- ไม่ตั้ง Stop Loss (หรือไม่ยอมกดคัทซะที)
- SL คือเพื่อนรักของนักเทรด แต่หลายคนเลือกไม่ใช้ หรือไม่ก็ “ไม่ยอมคัท” ตอนราคาวิ่งผิดทาง เพราะคิดว่า “มันจะกลับมา”
- สุดท้ายมันไม่กลับ แล้วลากพอร์ตจนขาดทุนหนัก บางคนก็ SL ในใจ แต่ไม่มีวินัยพอกดจริง นี่แหละคือ ความเสี่ยง ที่ไม่จำเป็น
- ตั้ง TP/SL ไม่สมเหตุสมผล (Risk:Reward แย่)
- บางคนตั้ง TP ไว้กำไร 10 จุด แต่ตั้ง SL ไว้ขาดทุน 50 จุด แบบนี้ต่อให้ถูกบ่อยแค่ไหน สุดท้ายก็ขาดทุนอยู่ดี
- เพราะความคุ้มค่าไม่คุ้มเสี่ยง เทรดแบบนี้ไม่ต่างจากลุ้นดวง
- ถ้าไม่คิดเรื่องอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงก็เท่ากับเดินเข้าสนามรบแบบไม่ใส่เกราะ
- ปรับขนาดล็อตตามใจ ไม่สัมพันธ์กับพอร์ต
- เปิดไม้เล็กๆ เวลาไม่มั่นใจ แต่พอ “มั่นใจมาก” ก็ใส่ล็อตเต็มแม็กซ์ แบบนี้คือพาอารมณ์มานำระบบ และนั่นคือช่องว่างของความเสี่ยง
- เพราะถ้าไม้ที่มั่นใจดันผิดทาง พอร์ตพังได้เลยทันที ความเสี่ยงมันต้อง “สม่ำเสมอ” ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความรู้สึก
- ไม่มีแผนสำรองเวลาพลาด (ไม่มีแผนรับมือ Drawdown)
- เวลาเข้าไม้พลาดแล้วติดลบ ไม่รู้จะทำยังไงต่อ จะถือ จะคัท หรือจะถัว? ถ้าไม่มีแผนเอาไว้ก่อน ความตื่นตระหนกจะพาเราตัดสินใจผิด
- เทรดเดอร์ที่รอดได้คือคนที่เตรียมแผนไว้ก่อน ไม่ใช่คนที่คิดไปแก้ตอนกำลังจม
- หวังรวยเร็ว เลยเร่งเสี่ยงเกินเหตุ
- ไม่ผิดถ้าอยากโตเร็ว แต่ถ้าทำแบบไม่มีการคุมความเสี่ยงเลย เช่น เทรดล็อตใหญ่เพื่อ “หวังทีเดียวรวย” แล้วพลาด ไม้เดียวพอร์ตอาจหาย 50-70% เลยก็ได้
- แบบนี้คือขาดทุนแบบไม่จำเป็น เพราะเราเร่งความเร็วโดยไม่เช็กเบรก
- ไม่เคย Backtest หรือ Forward test ระบบตัวเองเลย
- ใช้กลยุทธ์ที่เจอในยูทูบหรือจากคนอื่น แล้วเอามาเทรดจริงเลย โดยไม่เคยเทสต์ หรือดูสถิติว่าเหมาะกับพอร์ตเรารึเปล่า
- แบบนี้เท่ากับเดินตาบอดเข้าไปในตลาด แล้วเวลามันพลาด ก็ไม่รู้จะปรับตรงไหน นี่คือจุดที่หลายคนเจ็บโดยไม่รู้ตัว
ภาพแสดงถึง Dani ที่ทบไม้ เสี่ยงให้สุดมาเรื่อย ๆ และ ตบกำไรอย่างงาม แน่นอนว่าเสี่ยงให้สุด แล้วหยุดที่พอร์ตระเบิด แต่ก็อย่างที่บอกเป็นยังไงล่ะ “ผมรวย” เพราะ High Risk ผมก็ High Return ได้
ปัจจัยอื่นที่มีผลต่อผลตอบแทนมากกว่าความเสี่ยง
- ระบบเทรด (Trading System) ที่ชัดเจน
- เทรดแบบมีแผน ต่อให้เสี่ยงน้อย แต่ทำซ้ำได้เป็นร้อยไม้ โอกาสได้ “ผลตอบแทนที่มั่นคง” ก็สูงกว่าคนที่เสี่ยงสูงแต่มั่วทุกไม้
- ระบบดีจะทำให้พอร์ตโตแบบมีแบบแผน ไม่ต้องหวังพึ่งดวง
- Risk-to-Reward Ratio (RRR) ที่สมเหตุสมผล
- บางคนเสี่ยง 1 เพื่อหวัง 3–5 แบบนี้ถึงพลาดบ้างก็ยังอยู่รอด แต่ถ้าเสี่ยง 1 เพื่อเอา 0.5 แม้จะแม่นแค่ไหน พอร์ตก็โตยาก
- ถ้าจะเสี่ยงแล้วต้อง “คุ้มค่า” ไม่ใช่แค่กล้า แต่ต้องฉลาด
- ความต่อเนื่อง
- เทรดดีแค่ไม่กี่ไม้ไม่พอ ต้องทำได้ต่อเนื่องยาวๆ แบบไม่พังกลางทาง เพราะกำไรจริงๆ มักมาจาก “ภาพรวม” ไม่ใช่ไม้เดียว
- ผลตอบแทนไม่ได้วัดจาก “วันที่ฟลุ๊ค” แต่วัดจาก “เดือนที่รอด”
- การจัดการพอร์ต (Position Sizing)
- รู้ว่าไม้ไหนควรเสี่ยงเท่าไหร่ ไม่ใช่ใส่เท่ากันทุกสถานการณ์ หรือใส่ใหญ่เพราะ “มั่นใจ” แต่ไม่มีหลัก
เทรดเก่งยังไง ถ้าไม่รู้จักคุมล็อต วันนึงก็พลาดจนหมดตัวได้
- รู้ว่าไม้ไหนควรเสี่ยงเท่าไหร่ ไม่ใช่ใส่เท่ากันทุกสถานการณ์ หรือใส่ใหญ่เพราะ “มั่นใจ” แต่ไม่มีหลัก
- วินัย ในการทำตามแผน
- ต่อให้มีระบบเทพแค่ไหน ถ้าใจไม่นิ่ง พอเห็นราคาวิ่งสวนก็ออกจากแผนกลายเป็นว่าความเสี่ยงที่คำนวณไว้ก็ไม่ช่วยอะไร
วินัยคือเส้นบางๆ ระหว่าง “เทรดเดอร์ มืออาชีพ” กับ “นักพนัน”
- ต่อให้มีระบบเทพแค่ไหน ถ้าใจไม่นิ่ง พอเห็นราคาวิ่งสวนก็ออกจากแผนกลายเป็นว่าความเสี่ยงที่คำนวณไว้ก็ไม่ช่วยอะไร
- Mindset การเทรดระยะยาว
- คนที่มองแค่กำไรวันนี้ มักเผลอเสี่ยงเกินตัว แล้วก็พัง
- ส่วนคนที่มองภาพใหญ่ จะค่อยๆ สะสมกำไรแบบยั่งยืน
- เทรดไม่ใช่เรื่องของ “ชนะให้เยอะ” แต่เป็นเรื่องของ “อยู่ให้รอด”
ภาพแสดงถึง Lucy ที่ทุ่มเสี่ยงหมดหน้าตัก เพราะคิดว่ากราฟจะลง แน่นอน Sell ตลอดไปแบบนี้ พอร์ตรับไม่ไหวยังไงก็แตกเรียบร้อย High Risk แล้ว แต่ไม่ High Retrun
- การประเมินตลาดและปรับตัวได้
- ตลาดเปลี่ยน เราก็ต้องปรับกลยุทธ์ ไม่ใช่ฝืนใช้แผนเดิมในทุกสถานการณ์ แล้วหวังให้มันได้ผลเสมอ
- เทรดเดอร์ที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่ “ยืดหยุ่นเป็น”
ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลพฤติกรรมในการเทรด ผลลัพธ์ และบทเรียน ของการเทรด
| พฤติกรรม (สิ่งที่ทำ) | ผลลัพธ์ (เกิดอะไรขึ้น) | บทเรียน (ได้อะไรจากเหตุการณ์นี้) |
|---|---|---|
| ใส่ล็อตใหญ่ตั้งแต่ต้น เพราะคิดว่า “มั่นใจแล้ว” | พอร์ตล้างใน 2 วัน ทั้งที่ถ้าเปิดล็อตเล็กจะเสียแค่ไม่กี่ % | มั่นใจไม่ได้แปลว่าแม่น เสี่ยงสูงแต่ไม่วางแผน = เตรียมพัง |
| เทรดข่าวแบบไม่รู้จริง เห็นกราฟผันผวนแล้วเข้า | SL โดนซ้ำๆ ในไม่กี่นาที กำไรทั้งอาทิตย์หายหมด | ข่าวไม่ใช่โอกาส ถ้าเราไม่เข้าใจมันจริง ๆ |
| Overtrade เพราะได้กำไรติดกัน | ไม้ที่ 4 โดนกราฟหลอก พอร์ตติดลบ กลายเป็นล้าง | เสี่ยงสูงตอนใจหลงระเริง = พอร์ตพังไม่รู้ตัว |
| ใช้ Leverage เต็มแม็กซ์ หวังรวยเร็ว | โดนแกว่งไม่กี่จุด พอร์ตล้าง | Leverage ขยาย “ความผิดพลาด” มากกว่า “โอกาสรวย” |
| ไม่ยอมคัทลอส เพราะหวังว่าราคาจะกลับมา | จากลบ -30 pips เป็น -200 pips เงินหายหมด | เสี่ยงสุดไม่ใช่ล็อตใหญ่ แต่คือ “ใจที่ไม่ยอมคัท” |
| เปิดหลายไม้พร้อมกัน โดยไม่กระจายความเสี่ยง | โดนลากพร้อมกันทุกคู่ ขาดทุนยกแผงในคืนเดียว | หวังรวยเร็วด้วยการเปิดพร้อมกัน = โดนรวบเร็ว |
คลิปที่น่าสนใจ
ขอแนะนำคลิปสั้นๆเกี่ยวกับ High Risk High Return จากช่อง ICE.MeuSup ซึ่งสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างเข้าใจภายในไม่กี่นาที
สรุป
คำว่า High Risk High Return ไม่สามารถใช้ได้ในทุกกรณีครับ เพราะด้วยประสบการณ์ในการเทรดของนักเขียนเอง เคยเหมือนกันที่อยากจะได้ผลตอบแทนที่สูงในช่วงระยะเวลาอันสั้น ทำให้หน้ามืดตามัว ออก Lot Size ขนาดใหญ่เกินกว่า บัญชีตัวเองจะรับได้ ซึ่งแน่นอนครับว่า ในการเทรดไม้นั้นคือ
- ออก Lot ใหญ่ แล้วเทรดเสียจนล้างพอร์ต Stop Out
- เติมเงินเข้าไปใหม่ และ ออก Lot ใหญ่ แล้วเทรดเสียจนล้างพอร์ตอีกหลายรอบ
- พอร์ตแตก เติมเงิน วนอยู่แบบนี้ จนจากหลักพันบาท กลายเป็นหลักหมื่น
สำหรับคนที่เทรดรอดได้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แต่อย่าลืมว่า High Risk เสี่ยงสูง ยิ่งเสียสูง Overtrade จนพอร์ตยับและกลายเป็นว่าคนที่ค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ โต กลับชนะในการเทรดไปซะอย่างนั้น
อ้างอิง
- What you should know about High Risk, High Return stocks:https://www.scb.co.th/en/personal-banking/stories/grow-your-wealth/high-risk-high-return
FAQ — High Risk แล้ว ทำไม High Return ถึงไม่มา?
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการเทรด ถ้าจะแข่งเทรดไม่กี่เดือน การเลือก Martingale ก็อาจได้ประโยชน์มากกว่า แต่โดยทั่วไป Cut Loss ดีกว่าแน่นอน และนี่คือเส้นแบ่งระหว่าง “มืออาชีพ” กับ “นักพนัน”
- Cut Loss คือการ “ตัดนิ้วเพื่อรักษาชีวิต” ยอมรับความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อปกป้องเงินทุนก้อนใหญ่ให้เรายังสามารถเทรดในวันต่อไปได้ มันคือการยอมรับความจริง
- Martingale คือการ “ยอมเสียทั้งตัวเพื่อรักษานิ้ว” มันคือการเดิมพันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีสมมติฐานผิดๆ ว่า “เงินทุนเราไม่มีวันหมด” และ “ราคาต้องกลับมาเสมอ” ซึ่งไม่เป็นความจริง มันใช้ได้ผลจนเมื่อถึงวันที่มันใช้ไม่ได้ และเมื่อถึงวันนั้น… พอร์ตก็จะตู้ม แหลกสลาย ไม่ต่างกับการหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ จนถึงวันล้มละลาย
จริง… แต่เป็นความจริงแค่ครึ่งเดียว แล้วดันเป็นครึ่งที่อันตรายที่สุดที่มือใหม่ชอบท่องจำกัน
สมการที่แท้จริง คือ
- ความเสี่ยงสูง + ไร้ฝีมือ = โอกาสพังทลายวอดวายสูง (High Risk + No Skill = High Probability of Ruin)
- ความเสี่ยงที่คำนวณมาอย่างดี + ทักษะชั้นสูง = โอกาสได้ผลตอบแทนสูง (Calculated Risk + High Skill = High Potential for Return)
ตัวแปรที่ขาดไปในสโลแกนนั้นคือ “ทักษะ”
การกระโดดร่มคือ High Risk High Return ที่แท้จริง แต่คุณจะกล้าโดดโดยไม่มีร่มชูชีพที่พับมาอย่างดี (ระบบเทรด), ไม่ผ่านการฝึกซ้อมนับร้อยครั้ง (วินัย), และไม่มีเครื่องวัดความสูง (การบริหารความเสี่ยง) หรือเปล่า?
ถ้าคุณเทรดแบบไม่มี 3 สิ่งนี้ เท่ากับกำลังกระโดดจากที่สูงโดย “หวังว่าจะบินได้” ไม่ใช่ “เตรียมตัวมาแล้ว” ซึ่งไม่ใช่ High Return แต่มันคือ High Risk ที่พาไปสู่ High Loss มากกว่า





