บัญชี Raw Spread คืออะไร?

  • บัญชี Raw Spread คือบัญชีที่เสนอราคาซื้อ–ขาย (Bid/Ask) แบบ สเปรดดิบ 
  • ซึ่งหมายถึงราคาจากตลาดจริงโดยไม่มีการบวกกำไรเพิ่มเข้าไปจากฝั่งโบรกเกอร์ (mark-up)
  • สเปรดเริ่มต้นมักจะอยู่ที่ 0.0 pip ในช่วงเวลาตลาดปกติ
  • โบรกเกอร์จะเก็บ ค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหาก แทนการบวกกำไรเข้าไปในสเปรด
  • เป็นบัญชีที่ แม่นยำ ค่าความคลาดเคลื่อนต่ำ เหมาะกับกลยุทธ์ที่ต้องการเข้าจุดออกจุดแบบแม่นยำ เช่น Scalping และ Day Trading

ตารางที่ 1 ข้อมูลการเปรียบเทียบระหว่างบัญชี Raw Spread และ Standard 

หัวข้อRaw SpreadStandard Account
ค่าสเปรด (Spread)เริ่มต้นที่ 0.0 pip (ตามตลาดจริง)มักอยู่ที่ 1.0 – 1.5 pip (มี mark-up)
ค่าคอมมิชชั่นมีค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหากไม่มีค่าคอมมิชชั่น (รวมอยู่ในสเปรด)
ความเหมาะสมเหมาะกับ Scalper, Day Traderเหมาะกับมือใหม่ เทรดทั่วไป
ความโปร่งใสในการกำหนดราคาสูง (เพราะสเปรดตามตลาดจริง)น้อยกว่า (โบรกเกอร์ตั้งราคาเอง)
การเข้าถึงราคาตลาดจริงใช่ (มักใช้ร่วมกับ ECN/STP)ไม่เสมอ (บางครั้งเป็น Dealing Desk)

ภาพอธิบายถึงความแตกต่างของบัญชี Raw Spread กับ Standard ที่สเปรดแคบกว่าเยอะ อีกทั้งเรื่องความโปร่งใสของราคา ที่ Standard นั้นมักจะถูกปรับแต่งโดยโบรกเกอร์บ่อยครั้ง

ข้อดี และข้อเสียของบัญชี Raw Spread สำหรับนักเทรด 

ข้อดีของบัญชี Raw Spread

  • ต้นทุนการเทรดต่ำมาก
    • ด้วยสเปรดเริ่มต้นที่ 0.0 pip คุณสามารถเข้า–ออกออร์เดอร์ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสเปรดกว้าง
  • เหมาะกับกลยุทธ์ที่ต้องการความแม่นยำ เช่น 
    • Scalping
    • Day Trading, 
    • ช่วงเทรดข่าว Non-Farm ที่กราฟพุ่งแรง ๆ ต้องการเปิด–ปิดออร์เดอร์รวดเร็ว
  • ราคาจริงจากตลาด 
    • ไม่มีการปรับแต่งราคาโดยโบรกเกอร์ (ไม่มี mark-up) ทำให้การวิเคราะห์ราคาแม่นยำยิ่งขึ้น
  • การคำนวณต้นทุนและกำไรชัดเจน
    • ค่าคอมมิชชั่นถูกแสดงแยกต่างหาก จึงช่วยให้เทรดเดอร์รู้ต้นทุนที่แท้จริงต่อออร์เดอร์
  • ลดความเสี่ยงจาก Slippage และ Requote
    • บัญชี Raw Spread มักใช้ร่วมกับระบบ ECN หรือ STP ทำให้ส่งคำสั่งได้รวดเร็ว และราคามีความเสถียรมากขึ้น
  • รองรับการใช้งานกับ Robot / EA ได้ดี
    • เนื่องจากค่าความคลาดเคลื่อนต่ำ และต้นทุนคงที่ เหมาะกับการรันกลยุทธ์อัตโนมัติ

ข้อเสียของบัญชี Raw Spread

  • มีค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหาก
    • แม้สเปรดจะต่ำมากหรือเป็นศูนย์ แต่โบรกเกอร์จะคิดค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหากต่อออร์เดอร์ เช่น $3–$7 ต่อรอบ/ล็อต
  • ต้นทุนอาจสูงขึ้นในบางช่วงเวลา
    • ช่วงที่ตลาดผันผวน เช่น ข่าวแรง หรือช่วงเปิดตลาด สเปรดอาจกว้างขึ้น และค่าคอมมิชชั่นก็ยังคงอยู่ ทำให้ต้นทุนรวมสูง
  • ต้องมีเงินทุนเพียงพอสำหรับความผันผวน
    • บัญชีแบบนี้เหมาะกับนักเทรดที่มีวินัยและเข้าใจการบริหารความเสี่ยง เพราะสภาพคล่องอาจเปลี่ยนแปลงเร็ว
  • อาจซับซ้อนสำหรับมือใหม่
    • การต้องคำนวณทั้งค่าสเปรด กับ ค่าคอมมิชชั่น แยกกัน อาจทำให้มือใหม่งง และประเมินกำไร/ขาดทุนผิด
  • ต้องเลือกโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น
    • เพราะบางโบรกอาจใช้คำว่า “Raw Spread” เป็นจุดขาย แต่จริงๆ แล้วมีการแอบ mark-up ราคาหรือดำเนินคำสั่งไม่โปร่งใส

ภาพอธิบายถึงข้อดีของ Raw Spread กับความโดดเด่นในด้านต่าง ๆ ทำให้เหมาะกับกลยุทธ์บางประเภท

ทำไมบัญชี Raw Spread ถึงเหมาะกับ Scalping และ Day Trade

ค่าสเปรดต่ำมาก ทำให้ต้นทุนต่อออร์เดอร์น้อย

  • Scalper และ Day Trader เปิด–ปิดออร์เดอร์บ่อย และเก็บกำไรเพียงไม่กี่ pip ต่อครั้ง
  • หากใช้บัญชีที่มีสเปรดกว้าง เช่น 1.5 pip กำไรก้อนเล็กจะถูกกินโดยต้นทุน
  • แต่บัญชี Raw Spread เริ่มต้นที่ 0.0 pip ทำให้สามารถทำกำไรแม้ในจังหวะสั้นมากได้

ความเร็วในการส่งคำสั่งสูง

  • บัญชี Raw Spread มักอยู่บนระบบ ECN/STP ที่เชื่อมต่อกับตลาดจริงโดยตรง
  • คำสั่งซื้อ–ขายจึงถูกดำเนินการได้เร็ว ไม่มีการรีโควต (Requote)
  • เหมาะกับกลยุทธ์ที่ต้อง “เข้าจุด–ออกจุด” แม่นยำในไม่กี่วินาที

ความแม่นยำในการวิเคราะห์ราคา

  • เพราะไม่มีการ mark-up สเปรดโดยโบรกเกอร์ ทำให้ราคาที่เห็นเป็น “ราคาจริง” จากตลาด
  • ช่วยให้เทรดเดอร์วางแผน stop loss และ take profit ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

รองรับการใช้ EA / Robot ที่ทำงานไว

  • กลยุทธ์ Scalping อัตโนมัติมักต้องการการส่งคำสั่งภายในเสี้ยววินาที
  • Raw Spread รองรับได้ดีเพราะค่าสเปรดนิ่งและไม่บิดเบือนราคา

ประหยัดต้นทุนในระยะยาว

  • แม้จะมีค่าคอมมิชชั่น แต่สำหรับนักเทรดที่เทรดถี่และแม่น การประหยัดจากสเปรดแคบจะคุ้มค่ามากกว่า โดยเฉพาะเมื่อดูจาก ตารางเปรียบเทียบต้นทุนการเทรดจริงของ Exness ที่แสดงให้เห็นว่าบัญชี Raw และ Zero มีค่า Spread + Commission รวมแล้วถูกกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างชัดเจน

Scalping และ Day Trading คือเกมของ “ความเร็ว” และ “ต้นทุนต่ำ”
ซึ่งบัญชี Raw Spread ตอบโจทย์ทั้งสองอย่างนี้แบบตรงเป๊ะครับ

ข้อมูลเปรียบเทียบ กลยุทธิ์การเทรดแบบระยะสั้น กับ ภายใน 1 วัน ที่บอกว่าค่าสเปรดแคบนั้นสร้างโอกาสในการทำกำไรได้อย่างมาก ต้นทุนเทรดต่ำก็เทรดสบายไร้กังวลเรื่องโดนเอาเปรียบ

ตัวอย่างการเทรดแบบ Scalping 

ตัวอย่างสถานการณ์เทรดแบบ Scalping ที่แสดงให้เห็นชัดๆ ว่า บัญชี Raw Spread ได้เปรียบกว่าบัญชี Standard ยังไง โดยจะเทรด Scalping คู่เงิน EUR/USD

กำหนดตัวอย่างคือ

  • เปิดออร์เดอร์ Buy ขนาด 1 ล็อต (100,000 หน่วย)
  • กำไรเป้าหมาย: 5 pip
  • เปรียบเทียบระหว่างบัญชี Raw Spread กับบัญชี Standard

ตารางที่ 2 ข้อมูลเปรียบเทียบให้เห็นของบัญชี Raw Spread กับบัญชี Standard (ตัวอย่างสมมุติ)

หัวข้อRaw SpreadStandard Account
สเปรด0.0 pip1.5 pip
ค่าคอมมิชชั่น$6 ต่อรอบ (เปิด+ปิด)ไม่มี
ต้นทุนรวม/ออร์เดอร์ประมาณ $6 (เฉพาะคอมมิชชั่น)ประมาณ $15 (1.5 pip x $10/pip)
กำไรจาก 5 pip$50$50
กำไรสุทธิหลังหักต้นทุน$44 ($50 - $6)$35 ($50 - $15)

จากตัวอย่าง

  • บัญชี Raw Spread กำไรมากกว่า $9 ต่อออร์เดอร์ ในสถานการณ์เดียวกัน
  • ถ้าเทรดวันละ 10 ออร์เดอร์ = เพิ่มกำไรได้ $90/วัน
  • เดือนหนึ่งต่างกันเกือบ $2,000 เลยทีเดียว!

ตัวอย่างการเทรดแบบ Day Trade 

ตัวอย่างสถานการณ์เทรดแบบ Day Trader ที่แสดงให้เห็นชัดๆ ว่า บัญชี Raw Spread ได้เปรียบกว่าบัญชี Standard ยังไง

สมมติเราเป็น Day Trader เล่น Scalping หรือเข้าออกในวันเดียว ไม่ถือยาว

  • เราเทรดคู่ EUR/USD ช่วงตลาดลอนดอนเปิด ซึ่งสภาพคล่องสูง สเปรดควรแคบที่สุด
  • เราเล็งเข้าไม้ “Buy” ที่ราคา 1.08500 เป้าเก็บกำไรแค่ 10 pips และตั้ง Stop Loss ไว้ 10 pips เช่นกัน
  • ขนาด Lot ที่เทรด 1.00 Lot (Standard Lot)

ถ้าใช้บัญชี Standard Spread (ทั่วไป)

  • สเปรดเฉลี่ย EUR/USD ช่วงนั้นประมาณ 1.5 pip
  • เวลาเรากด Buy จริงๆ เราต้อง “จ่ายเพิ่ม” 1.5 pip ทันทีตอนเข้า
  • เท่ากับว่า จุดคุ้มทุนเราไม่ใช่แค่ 10 pips แล้ว แต่ต้อง +1.5 pip อีก
  • กำไรจริงๆ หายไป และโอกาสโดน Stop Loss ง่ายขึ้น เพราะ Margin of Error แคบลง

ถ้าใช้บัญชี Raw Spread

  • สเปรดเฉลี่ย EUR/USD ช่วงนั้นประมาณ 0.1–0.3 pip เท่านั้น
  • ถึงจะมีคอมมิชชั่นเพิ่มเติม เช่น 6 USD/รอบ (3 USD ต่อการเปิด/ปิด)
  • แต่รวมต้นทุนแล้วยัง “ถูกกว่า” สเปรด 1.5 pip ของบัญชี Standard แบบชัดเจน
  • จุดคุ้มทุนใกล้ขึ้น โอกาส Take Profit สำเร็จสูงขึ้น และบริหาร Stop Loss ได้แม่นขึ้น

ตารางที่ 3 ข้อมูลเปรียบเทียบให้เห็นของบัญชี Raw Spread กับบัญชี Standard (ตัวอย่างสมมุติ)

หัวข้อบัญชี Standardบัญชี Raw Spread
สเปรดเฉลี่ย EUR/USD1.5 pip0.1–0.3 pip
ค่าคอมมิชชั่นไม่มีมี (เช่น 6 USD/lot)
ต้นทุนรวมสูงต่ำกว่า
จุดคุ้มทุนเพื่อได้กำไรไกลกว่าใกล้กว่า
โอกาสทำกำไรระยะสั้นยากกว่าง่ายกว่า

ภาพแสดงถึงบัญชีมืออาชีพของโบรกเกอร์ Exness ที่มีบัญชี Raw Spread เริ่มต้นที่ 0 Pips แต่การฝากเงินเริ่มที่ $1,000

คุณสมบัติที่ควรมองหาในโบรกเกอร์บัญชี Raw Spread

  • สเปรดแท้จริงต่ำจริง
    • ต้องเช็กว่าโบรกเกอร์ Forex ให้สเปรดเริ่ม 0.0 pip จริง ไม่ใช่แค่โฆษณา แต่ตอนเทรดจริงสเปรดกว้างเกิน
  • คอมมิชชั่นสมเหตุสมผล
    • ปกติบัญชี Raw Spread จะเก็บคอมมิชชั่นต่อ Lot เช่น 6-7 USD / 1 Lot ไป-กลับ
    • ถ้าเจอคอมฯ สูงเกินไป กินกำไรเราทั้งที่สเปรดต่ำ ต้องระวัง
  • ความเร็วในการส่งคำสั่ง (Execution Speed)
    • ต้องเร็วมากๆ ไม่มีดีเลย์ เพราะบัญชีแบบนี้เหมาะกับพวกเทรดสั้น Scalping ด้วย
    • ถ้าโบรกช้า เข้าออก Order มี Slippage บ่อย เสียหายเยอะ
  • ไม่มีการ Requote หรือ Manipulate ราคา
    • โบรกดีๆ จะส่งคำสั่งตรงไปที่ตลาด (หรือ Liquidity Provider) ไม่ปรับแต่งราคา
  • ต้นทุนรวม (All-in cost) ต้องต่ำ
    • ต้องมองทั้ง สเปรด รวมกับ คอมมิชชั่น และ ค่า Swap ร่วมด้วย ไม่ใช่ดูแค่สเปรดอย่างเดียว
  • การเชื่อมต่อกับ Liquidity Providers คุณภาพดี
    • ยิ่งมี LP หลายเจ้าที่เสถียร จะช่วยให้เราได้ราคาดีสุดในการเทรดแต่ละครั้ง
  • แพลตฟอร์มเสถียร รองรับ EA ได้
    • หลายคนใช้ EA บัญชี Raw Spread ต้องการแพลตฟอร์มที่รันออร์เดอร์ได้ไม่สะดุด เช่น MT4, MT5 หรือ cTrader
  • การถอนเงินง่ายและเร็ว
    • โบรกเกอร์ดีๆ ต้องถอนง่าย ภายใน 24 ชม. หรือเร็วกว่านั้น ยิ่งบัญชี Raw คนเทรดถี่ ต้องใช้เงินไว
  • ใบอนุญาตชัดเจน น่าเชื่อถือ
    • เช่น ASIC, FCA, CySEC หรือหน่วยงานใหญ่ๆ เพราะบัญชี Raw ต้องมีความโปร่งใสสูง
    • ตรวจเช็คโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตและ ความน่าเชื่อถือสูง 
  • มี Support คนไทย หรือบริการหลังการขายดี

บัญชี Raw Spread ของโบรกเกอร์ IC Markets แสดงถึงความห่างของ Spread ที่ดีกว่าบัญชีธรรมดาเยอะ แต่ทว่าผลิตภัณฑ์อย่าง BTC/USD ที่ยังเท่ากัน

โบรกเกอร์ที่แนะนำสำหรับบัญชี Raw Spread

IC Markets

  • สำหรับ IC Markets ค่าสเปรดเริ่มต้นที่ 0.0 pip; ค่าคอมมิชชั่น $3.5 ต่อ 1 ล็อต
  • รองรับแพลตฟอร์ม MT4, MT5, และ cTrader
  • อนุญาตให้ใช้กลยุทธ์ Scalping และ EAs
  • การกำกับดูแลโดย ASIC, CySEC, และ SCB 

Tickmill

  • สำหรับ Tickmill ค่าสเปรดเริ่มต้นที่ 0.0 pip; ค่าคอมมิชชั่น $2 ต่อ 1 ล็อต
  • รองรับแพลตฟอร์ม MT4 และ MT5
  • การกำกับดูแลโดย FCA, CySEC, และ FSA Seychelles 

FP Markets

  • สำหรับ FP Markets ค่าสเปรดเริ่มต้นที่ 0.0 pip; ค่าคอมมิชชั่น $3 ต่อ 1 ล็อต
  • รองรับแพลตฟอร์ม MT4 และ MT5
  • การกำกับดูแลโดย ASIC, CySEC, และ FSCA 

Pepperstone

  • ค่าสเปรดเฉลี่ยของ Peperstone ประมาณ 0.1 pip สำหรับคู่ EUR/USD ในบัญชี Razor
  • ค่าคอมมิชชั่น $3.5 ต่อ 1 ล็อต
  • รองรับแพลตฟอร์ม MT4, MT5, และ cTrader
  • การกำกับดูแลโดย ASIC, FCA, และ DFSA 

Vantage Markets

  • ค่าสเปรดเริ่มต้นที่ 0.0 pip; ค่าคอมมิชชั่น $3 ต่อ 1 ล็อต
  • สำหรับ Vantage จะรองรับแพลตฟอร์ม MT4, MT5, และ ProTrader
  • การกำกับดูแลโดย ASIC 

แน่นอนเลยครับว่ายังมีอีกหลายโบรกเกอร์ที่มีค่าสเปรดต่ำ และ มีความน่าใช้อ่าน ซึ่งจะมีรายละเอียดตามลิงค์ด้านล่าง 

คลิป 

  • ขอแนะนำคลิปวีดีโอตัวอย่างของการบันทึกค่า Spread ของบัญชี Raw ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลจริงจากโบรกเกอร์  IC Markets เป็นคลิปจากช่อง  thai brokerforex  
  • ทำให้เห็นถึงการเคลื่อนที่ของสเปรดจริง ๆ จากเวลาการบันทึกวีดีโอ 5 นาที โดยไม่มีการตัดต่อใด ๆ 

สรุป

  • บัญชี Raw Spread คือบัญชีที่ให้สเปรดเริ่มต้นจาก 0.0 pip จริง บวกค่าคอมมิชชั่นแทน 
  • เหมาะกับ Scalper และ Day Trader ที่ต้องการต้นทุนเทรดต่ำ เข้า-ออกไว กำไรง่ายขึ้น
  • เลือกโบรกเกอร์ ต้องดูทั้งสเปรดจริง คอมมิชชั่น คุณภาพส่งคำสั่ง ความน่าเชื่อถือ และระบบฝากถอน
  • บัญชี Raw Spread คือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเทรดเดอร์ที่จริงจังกับต้นทุนการเทรดและการทำกำไรระยะสั้น

อ้างอิง: 

FAQ – รวมโบรกเกอร์ที่มีบัญชี Raw Spread สวรรค์ของ Scalper และ Day Trader

  • มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในช่วงข่าวแรง (High Volatility) เพราะแม้จะเป็น Raw Spread แต่ราคาก็ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและ Liquidity Providers
  • วิธีเช็กความโปร่งใสคือ ดูประวัติสเปรดย้อนหลังจากโบรก (บางเจ้ามีรายงานให้ดู) หรือเทรดจริงด้วยบัญชีเล็กๆ เพื่อดูพฤติกรรมก่อน
  • ส่วนใหญ่แล้ว Raw Spread ถูกกว่าสำหรับคนที่เทรดระยะสั้น เน้นเก็บกำไร 10–30 pips
  • ต้องเทียบ “สเปรด + คอมมิชชั่น + Swap” รวมกันถึงจะตัดสินได้ว่าคุ้มไหม
  • แล้วแต่โบรก บางเจ้าฝากขั้นต่ำแค่หลักสิบเหรียญ บางเจ้าต้องเริ่มที่ 200–500 USD
  • ต้องแม่นขึ้น เพราะสเปรดแคบ ทำให้จุดเข้า-ออกกระชั้นกว่าเดิม วาง SL/TP ชิดได้มากขึ้น
  • Raw Spread คือราคาตลาดจริง + คอมมิชชั่น ส่วน Zero Spread บางทีโบรกล็อกสเปรด 0 แต่บวกกำไรแฝงไว้ หรือมีเงื่อนไขซ่อนอยู่

 

เขียนโดย

Somchai Witthtaya

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chonthicha Poomidon