High-Low Index หรือค่าดัชนีสูง-ต่ำ เป็น วิธีวิเคราะห์ทางเทคนิค ที่จะนำเปอร์เซ็นต์ราคาสูงสุดมาคำนวณเทียบกับราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลาที่กำหนดเพื่อคาดเดาแนวโน้มราคาที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป 

  • เปอร์เซ็นต์ราคาสูงสุด (Record High Percent) มีสูตรคำนวณคือ
  • Record High Percent = (New Highs ÷ (New Highs+New Lows)) x 100
  • ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุดที่นำมาคำนวณมักใช้รอบ 52 สัปดาห์ (เทียบเท่ากับ 1 ปี)
  • มักใช้คู่กับ 10-Day Moving Average หรือ RSI เพื่อให้เห็นการเคลื่อนไหวของราคา
  • การใช้ High-Low Index จะช่วยให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวของราคาและแนวโน้มราคาที่ชัดเจน เพราะมีเส้นกรอบบน (High) และล่าง (Low) เป็นตัวเปรียบเทียบให้

โดยทั่วไปแล้วการหา High-Low Index จะมีอินดิเคเตอร์ 52 Week High/Low เพื่อใช้เทียบการแกว่งตัวของราคาในรอบ 52 สัปดาห์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องคำนวณด้วยตัวเองก็ได้ (แต่อินดิเคเตอร์ 52 Week High/Low ไม่มีอยู่ใน MT4/MT5 ถ้าต้องการใช้ก็ต้องดาวน์โหลดเพิ่มเข้ามาเอง)

วิธีอ่านค่า High-Low Index

การอ่านค่า High-Low Index จะเป็นการนำราคาสินทรัพย์ที่สนใจอยู่ในปัจจุบันไปเทียบกับค่าดัชนีสูง-ต่ำในรอบ 52 สัปดาห์เพื่อหาเปอร์เซ็นต์ราคาสูงสุด (Record High Percent) และดูว่ามีแนวโน้มราคาไปในทิศทางไหน 

  • ถ้าสินทรัพย์นั้นมีตัวเลขเปอร์เซ็นต์ราคาสูงสุดมากกว่า 30 หมายความว่ามีหลายครั้งที่ราคาทำระดับต่ำสุด มีแนวโน้มราคาไปในเชิงลบ เป็นตลาดขาลง
  • ถ้าสินทรัพย์นั้นมีตัวเลขเปอร์เซ็นต์ราคาสูงสุดมากกว่า 50 หมายความว่ามีหลายครั้งที่ราคาทำระดับสูงสุดได้ มีแนวโน้มราคาไปในเชิงบวก เป็นตลาดขาขึ้น 
  • ถ้าสินทรัพย์นั้นมีตัวเลขเปอร์เซ็นต์ราคาสูงสุดมากกว่า 70 คือสัญญาณแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจนที่สุด 
  • โดยทั่วไปมักใช้ 10 หรือ 20 Day Moving Average เข้ามาช่วยให้เห็นภาพแนวโน้มราคาสินทรัพย์ที่สนใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วิธีใช้งาน High-Low Index ในการเทรด

วิธีใช้ High-Low Index ในการเทรดจริงจะเริ่มจากการหาค่า 52 Week High และ 52 Week Low ขึ้นมาก่อน แล้วเทียบกับราคาสินทรัพย์ในปัจจุบันว่ามีแนวโน้มราคาไปในทิศทางไหน

  • การหาค่า 52 Week High/Low สามารถไล่ดูจาก กราฟ แล้วขีดเส้นด้วยตัวเองก็ได้ หรือจะใช้อินดิเคเตอร์ 52 Week High/Low แทนก็ได้
  • ใช้เส้น 52 Week High/Low เป็น แนวรับและแนวต้านสำคัญ 
    • ถ้าราคาพุ่งขึ้นแตะเส้น High แต่ไม่เกิดการ Breakout หมายความว่ามีโอกาสที่ ราคาจะกลับตัว มาเป็นแนวโน้มขาลงสูง
    • ถ้าราคาดิ่งลงแตะเส้น Low แต่ไม่เกิดการ Breakout หมายความว่ามีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวมาเป็นแนวโน้มขาขึ้นสูง
    • ถ้าราคาเกิดการ Breakout ผ่านเส้น High หมายความว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็นแนวโน้มขาขึ้นต่อได้อีกเรื่อยๆ
    • ถ้าราคาเกิดการ Breakout ผ่านเส้น Low หมายความว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็นแนวโน้มขาลงต่อได้อีกเรื่อยๆ
    • เมื่อเกิดการ Breakout ขึ้นมาแล้ว จะต้อง ดูแท่งเทียน ประกอบด้วย ถ้าช่วง Breakout เป็นแท่งเทียนหนาและยาว ยิ่งแสดงถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง เป็นการ Breakout อย่างมีนัยสำคัญ
  • สามารถนำเปอร์เซ็นต์ราคาสูงสุด (Record High Percent) มาใช้ดูแนวโน้มทั่วไปในรอบ 52 สัปดาห์เพื่อเทรดตาม กลยุทธ์อื่น ได้

ตัวอย่างการเข้าซื้อขายโดยใช้ High-Low Index

สมมติว่าตอนนี้คุณกำลังติดตามราคาสินทรัพย์ A ซึ่งมีราคาสูงสุดอยู่ที่ 100 USD และราคาต่ำสุดอยู่ที่ 50 USD ในรอบ 52 สัปดาห์ 

  • คำนวณค่าเปอร์เซ็นต์ราคาสูงสุด (Record High Percent) ออกมาได้ที่ 66.66 หมายความว่ายังเป็นแนวโน้มขาขึ้นที่ค่อนข้างแข็งแกร่งแล้ว (ตัวเลขเกิน 50 แต่ยังไม่ถึง 70)
    • กำหนดราคา 100 USD (New Highs) ขีดเส้นไว้เป็นแนวต้านสำคัญ
    • กำหนดราคา 50 USD (New Lows) ขีดเส้นไว้เป็นแนวรับสำคัญ
  • จุดเข้าซื้อขาย ที่ชัดเจนที่สุดคือเมื่อราคามีการ Breakout ทะลุเส้นใดเส้นหนึ่งไปแล้ว
    • ถ้าราคาทะลุเส้นแนวต้าน 100 USD ขึ้นไปให้เปิดออเดอร์ Buy เพราะมีโอกาสสูงที่ราคาจะพุ่งขึ้นไปต่อเนื่อง
    • ถ้าราคาทะลุเส้นแนวรับ 50 USD ลงมาให้เปิดออเดอร์ Sell เพราะมีโอกาสสูงที่ราคาจะร่วงลงมาต่อเนื่อง
  • แม้จะไม่มีการ Breakout ก็ยังใช้กลยุทธ์อื่นเข้าเทรดตามแนวโน้มที่เกิดขึ้นอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเทรดตามแนวโน้มเดิม หรือจะดูการ Breakout ที่เกิดใน Time Frame ที่เล็กลง เป็นต้น
    • อย่าลืมกำหนดจุด Stop Loss และ Take Profit ให้เหมาะกับกลยุทธ์ที่ใช้เพื่อจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น
  • อินดิเคเตอร์ที่นำมาใช้ร่วมกับ High-Low Index ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็น Moving Average หรือ RSI เพื่อให้มองเห็นแนวโน้มราคาชัดเจนยิ่งขึ้น

วีดีโอตัวอย่างการใช้งาน High-Low Index

ตัวอย่างการใช้งาน High-Low Index ที่จะมาแนะนำกันวันนี้เป็นคลิปวีดีโอใน Youtube ชื่อ High Low Index Explained Breadth Indicator 52 Week Highs Compared To 52 Week Lows จากช่อง Insight Of Investing ซึ่งจะเป็นการพูดถึงวิธีใช้อินดิเคเตอร์ High Low Index ในการเทรดจริง

  • นาทีที่ 0.09 ประโยชน์ทั่วไปของการใช้ High-Low Index
  • นาทีที่ 0.56 วิธีคำนวณค่า High-Low Index
  • นาทีที่ 2.35 การตีความค่า High-Low Index
  • นาทีที่ 4.45 วิธีใช้ค่า High-Low Index ในการเทรด
  • นาทีที่ 5.25 บทสรุปส่งท้าย

สรุป: High-Low Index ใช้ได้จริงไหม มีข้อควรระวังอะไรบ้าง?

High-Low Index หรือดัชนีสูง-ต่ำนั้นเป็นการใช้ราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ (หรือเทียบเท่ากับ 1 ปี) เพื่อเป็นตัวเปรียบเทียบกับราคาสินทรัพย์ในปัจจุบันว่ามีแนวโน้มราคาเป็นอย่างไร ซึ่งมักจะนำอินดิเคเตอร์ต่างๆ เช่น Moving Average หรือ RSI มาใช้เพื่อให้มองแนวโน้มราคาได้ชัดเจนขึ้น และยังใช้ High-Low Index เป็นแนวรับและแนวต้านสำคัญเพื่อหาจุดเข้าซื้อขายได้ด้วย

“High-Low Index เป็นการสร้างกรอบราคาสูงสุดและต่ำสุดขึ้นมาเพื่อใช้เปรียบเทียบกับราคาปัจจุบัน”

โดยทั่วไปแล้ว High-Low Index มักใช้งานในแนวโน้มตลาดขาขึ้นได้ดีกว่าตลาดขาลง แต่ก็ต้องมีประสบการณ์ใน การวิเคราะห์ตลาด มาพอสมควร และ High-Low Index ก็เป็นเพียงแนวทางในการช่วยวิเคราะห์ตลาดแบบหนึ่งเท่านั้น ควรต้องมีกลยุทธ์อื่นเข้ามาใช้ร่วมกันเพื่อให้สามารถมองหาแนวโน้มราคาที่ถูกต้อง รวมถึงต้องวาง SL และ TP กันอย่างเหมาะสมเพื่อจัดการความเสี่ยงเช่นเดียวกับการเทรดด้วยกลยุทธ์อื่น

References

  1. Understanding 52-Week High/Low: Definition, Trading Role, and Examples, https://www.investopedia.com/terms/1/52weekhighlow.asp
  2. High-Low Index: Definition, Formula, Example Chart, https://www.investopedia.com/terms/h/high-low-index.asp
  3. High-Low Index, https://corporatefinanceinstitute.com/resources/career-map/sell-side/capital-markets/high-low-index/
  4. [ 52 Week High/Low ] เช็คจุดสูงสุด – ต่ำสุด ในรอบปี ก่อนเทรดแบบ Break Out, https://www.liberator.co.th/article/view/technicalseries01-52week-high-low
  5. 52 Week High/Low สำคัญกับการตัดสินใจเลือกหุ้นอย่างไร, https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/296-52-week-high-low

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ High-Low Index

High-Low Index คือการวิเคราะห์เชิงเทคนิคที่นำเปอร์เซ็นต์ราคาสูงสุดมาคำนวณเทียบกับราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลาที่กำหนด (ซึ่งมักจะใช้เป็นรอบ 52 สัปดาห์) เพื่อดูความผันผวนของตลาดและคาดเดาแนวโน้มราคาที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
High-Low Index สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความผันผวนของตลาด ใช้คาดเดาแนวโน้มราคาในอนาคต รวมถึงยังใช้เป็นแนวรับ/แนวต้านสำคัญเพื่อหาจุดเข้าซื้อขายที่เหมาะสมได้ 
High-Low Index เป็นเพียงการหาแนวโน้มของราคาที่น่าจะเกิดขึ้น ดังนั้นจึงปรับใช้กับกลยุทธ์เทรดได้หลายแบบ โดยทั่วไปแล้วสัญญาณการซื้อขายที่ชัดเจนที่สุดเมื่อใช้ High-Low Index จะเป็นการรอให้ราคาเกิดการ Breakout แล้วเทรดตามแนวโน้มเดิม หรือรอให้ราคาแตะเส้น High หรือ Low แล้วรอการกลับตัวของราคา
โดยทั่วไปแล้ว High-Low Index มักจะใช้กับการตรวจสอบความผันผวนของหุ้นและดัชนี แต่ก็สามารถนำหลักการเดียวกันมาใช้กับสินทรัพย์ประเภทอื่นอย่างเช่น การเทรด Forex หรือ คริปโต ได้
เนื่องจากระยะเวลา 52 สัปดาห์ หรือเทียบเท่ากับ 1 ปีนั้นเป็นระยะเวลาที่นานพอจะเห็นสัญญาณอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีการ Breakout จากเส้นระดับ 52 Week High/Low ได้ก็หมายความว่าแนวโน้มราคานั้นแข็งแกร่งที่สุดแล้วในรอบ 1 ปี ซึ่งราคาก็มักจะเป็นไปตามแนวโน้มเดิมต่อได้อีก เป็นต้น
อินดิเคเตอร์ ที่นำมาใช้ร่วมกับ High-Low Index มักเป็นอินดิเคเตอร์ที่ช่วยบอกแนวโน้มราคา เช่น Moving Average หรือ RSI และยังมีอินดิเคเตอร์ High Low Index ที่ดาวน์โหลดมาใช้เป็นเส้นกรอบ High/Low และคำนวณค่าเปอร์เซ็นต์ราคาสูงสุด (Record High Percent) ให้แบบอัตโนมัติได้

 

เขียนโดย

Somchai Witthtaya

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chonthicha Poomidon