คู่เงิน Cross Currency Pairs คืออะไร

  • หมายถึง “คู่สกุลเงินที่ไม่มีดอลลาร์สหรัฐ (USD) อยู่ในคู่”
  • การซื้อขายเกิดขึ้นโดยตรงระหว่างสอง สกุลเงิน เช่น EUR/JPY, GBP/CHF, AUD/NZD
  • เดิมทีการแปลงค่าเงินระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ USD ต้องแปลงเป็น USD ก่อน แล้วค่อยแปลงเป็นสกุลเป้าหมายอีกที
  • แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการเงินและระบบ โบรกเกอร์ ช่วยให้สามารถแลกเปลี่ยนโดยตรงได้ทันที
  • Cross Currency เป็นตัวเลือกที่ช่วยลดการพึ่งพา USD และเปิดโอกาสให้วิเคราะห์ทิศทางของเศรษฐกิจนอกเหนือจากฝั่งสหรัฐ
  • มักจะถูกมองว่าเป็นกลุ่มเดียวกับ Minor Pairs แต่จริง ๆ แล้วโฟกัสอยู่ที่การ “ไม่มี USD” ในคู่เงิน
  • เหมาะกับนักเทรดที่ต้องการขยายกลยุทธ์ไปนอกกรอบ Major และเน้นวิเคราะห์เชิงลึกของสองประเทศที่จับคู่กัน

ความแตกต่างระหว่าง Cross Currency กับ Major และ Minor Pairs

เพื่อความเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นจึงสรุปข้อมูลมาดังตารางที่ 1 เกี่ยวกับ การแยกความเหมือน หรือ แตกต่างของคู่สกุลเงินทั้งหมดดังนี้ครับ 

ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบระหว่าง  Major Pairs / Cross Currency Pairs /Minor Pairs

หัวข้อเปรียบเทียบMajor PairsCross Currency PairsMinor Pairs
มี USD อยู่ในคู่หรือไม่มี USD เสมอไม่มี USDอาจมีหรือไม่มี USD
ตัวอย่างคู่เงินEUR/USD, GBP/USD, USD/JPYEUR/JPY, GBP/CHF, AUD/NZDNZD/CHF, CAD/JPY, GBP/NZD
สภาพคล่องสูงมากปานกลางถึงสูง (ขึ้นอยู่กับคู่)ปานกลางหรือต่ำ (บางคู่แทบไม่มี Volume)
สเปรด (ค่า Spread)ต่ำสูงกว่าคู่ Major เล็กน้อยค่อนข้างกว้างในบางคู่
ตอบสนองข่าวจากประเทศใดสหรัฐฯ และประเทศคู่เงินอีกฝั่งประเทศทั้งสองฝั่งของคู่เงินนั้น ๆประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือทั้งสองฝั่ง
ความผันผวนปานกลางถึงสูง (โดยเฉพาะช่วงข่าว USD)บางคู่ผันผวนมาก เช่น GBP/JPYส่วนใหญ่วิ่งช้า แต่มีบางคู่ที่เหวี่ยงแรง
เหมาะกับใครมือใหม่ถึงมืออาชีพเทรดเดอร์ที่อยากกระจายพอร์ตจาก USDเทรดเดอร์เชิงเทคนิค หรือสายเก็บโอกาสเฉพาะทาง
เวลานิยมเทรดตลาดยุโรป-อเมริกาตามโซนเวลาของคู่เงินนั้น ๆแล้วแต่คู่ บางคู่เคลื่อนไหวเฉพาะบางช่วงเวลา
ความนิยมในตลาดโลกสูงที่สุดปานกลางน้อย (แต่น่าสนใจในบางสถานการณ์)
  • Major = ต้องมี USD
  • Cross = ไม่มี USD
  • Minor = คู่รอง อาจมีหรือไม่มี USD ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความนิยมหรือสภาพคล่อง
  • Cross และ Minor บางคู่จะซ้อนกัน เช่น EUR/GBP คือทั้ง Cross และ Minor ในเวลาเดียวกัน
  • ความเข้าใจตรงนี้สำคัญมาก เพราะช่วยวางกลยุทธ์และเลือกข่าวที่ต้องติดตามได้ถูกฝั่ง

ทำไมต้องเทรดคู่เงิน Cross Currency

  • กระจายความเสี่ยงจาก USD ลดผลกระทบจากข่าวแรงของสหรัฐ เช่น ดอกเบี้ย FED
  • วิเคราะห์เศรษฐกิจเฉพาะประเทศได้ตรงไปตรงมา เช่น EUR/GBP, AUD/NZD
  • บางคู่มีพฤติกรรมเทคนิคชัดเจน อ่านง่าย เช่น EUR/JPY, GBP/JPY
  • เสริมกลยุทธ์ยืนยันทิศทางสกุลเงินเดี่ยว เช่น EUR ในคู่ Cross ช่วยยืนยัน EUR/USD
  • เหมาะกับเทรดข่าวเฉพาะประเทศที่มีผลตรง เช่น GDP ออสเตรเลีย, เลือกตั้งอังกฤษ
  • เปิดโอกาสกลยุทธ์ใหม่ในตลาดที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ
  • ใช้ Hedge ความเสี่ยงกับพอร์ต Major Pairs ได้
  • โอกาสกำไรจากความผันผวนสูง โดยเฉพาะคู่ที่มี JPY หรือ GBP เช่น GBP/JPY

ตัวอย่างของคู่สกุลเงินที่ไม่มีดอลลาร์สหรัฐอยู่ในคู่ แต่ได้รับความนิยมในการเทรด เรียกว่า Cross Currency Pairs โดยจะประกอบไปด้วยคู่หลักใหญ่อย่าง JPY/GBP/EUR/AUD

ข้อดีของการเทรด Cross Currency Pairs

  • กระจายพอร์ต ลดการพึ่งพา USD ช่วยลดความเสี่ยงจากข่าวหรือเหตุการณ์สหรัฐ เช่น ดอกเบี้ย FED
  • มองเห็นแนวโน้มที่ตลาดหลักอาจมองข้าม ทำให้จับจังหวะเข้าออกได้แม่นขึ้น
  • บางคู่มีพฤติกรรมทางเทคนิคเด่นชัด เหมาะกับการเทรดตามแนวโน้มหรือ Breakout
  • เหมาะกับการเทรดข่าวเศรษฐกิจเฉพาะประเทศที่ส่งผลตรงกว่าคู่ Major
  • ใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบความแข็งแกร่งของสกุลเงินเพื่อสร้างกลยุทธ์ลึกซึ้ง
  • โอกาสเก็งกำไรจากความผันผวนระยะสั้น โดยเฉพาะคู่ที่มี JPY หรือ GBP
  • เหมาะกับกลยุทธ์ Hedge หรือ Arbitrage จากความต่างราคาในหลายคู่ที่เกี่ยวข้อง
  • ช่วยสร้างมุมมองเชิงโครงสร้างตลาดและเข้าใจภาพรวมเศรษฐกิจโลกมากขึ้น

ความเสี่ยงและข้อควรระวัง

  • ความผันผวนสูงและแกว่งแรงแบบไม่คาดคิด จากปัจจัยหลายฝั่งพร้อมกัน
  • สเปรดกว้างกว่าคู่ Major เพิ่มต้นทุน ไม่เหมาะกับ Scalping หรือเทรดถี่
  • ข่าวสารบางประเทศอาจน้อย ไม่ครอบคลุม ต้องติดตามหลายแหล่ง
  • อิทธิพลทางอ้อมของ USD อาจกระทบคู่ Cross แม้ไม่มี USD ในคู่โดยตรง
  • สภาพคล่องต่ำช่วงตลาดซบ ทำให้เกิด Slippage หรือราคาแกว่งผิดปกติ
  • ระบบแพลตฟอร์มบางรายอาจคำนวณราคาผิดพลาด ต้องเลือก โบรกเกอร์น่าเชื่อถือ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ไม่แน่นอน ควรดูภาพรวมและโครงสร้างตลาดประกอบ ไม่ใช้ Correlation อย่างเดียว

ตัวอย่างคู่เงิน Cross Currency ที่ได้รับความนิยม

EUR/JPY (ยูโร / เยนญี่ปุ่น)

  • หนึ่งในคู่ Cross ที่มีสภาพคล่องสูงมาก
  • ราคามักวิ่งแรงช่วงตลาดยุโรปกับเอเชีย
  • เป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจยุโรปเทียบกับญี่ปุ่นโดยตรง
  • นิยมใช้วิเคราะห์แนวโน้มของ JPY เมื่อเทียบกับฝั่งยุโรป

GBP/JPY (ปอนด์ / เยนญี่ปุ่น)

  • เคลื่อนไหวเร็วและมีความผันผวนสูงมาก
  • ชอบ Break แนวรับ/แนวต้าน ทำให้เป็นที่นิยมของสายเทรดเทรนด์
  • ตอบสนองข่าวใหญ่จากอังกฤษ เช่น การตัดสินใจของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE)

EUR/GBP (ยูโร / ปอนด์)

  • เคลื่อนไหวไม่แรง แต่มีทิศทางชัดเจน
  • เหมาะกับการเก็บกำไรแบบ Swing Trade
  • มักตอบสนองต่อความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่าง ECB และ BoE

ภาพแสดงตัวอย่างของ 4 คู่เงิน Cross Currency Pairs / EURJPY/GBPJPY/EURGBP/AUDNZD โดยในภาพคือ Timeframe M30

AUD/NZD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย / ดอลลาร์นิวซีแลนด์)

  • เป็น Cross ของสองประเทศที่ใกล้กันทั้งภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ
  • ราคามักเคลื่อนไหวในกรอบชัดเจน เหมาะกับสายเทรดตามกรอบ (Range)
  • มีความไวต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น นม, แร่, และทองแดง

CHF/JPY (ฟรังก์สวิส / เยนญี่ปุ่น)

  • เป็นคู่ Cross ที่นิยมใช้เพื่อวัด “ความปลอดภัย” หรือ Sentiment ของตลาด
  • หากตลาดกลัวความเสี่ยง ค่า JPY จะแข็ง และ CHF/JPY จะร่วง
  • เหมาะกับการเทรดในช่วงมีข่าวโลก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

CAD/JPY (ดอลลาร์แคนาดา / เยนญี่ปุ่น)

  • เป็น Cross ที่ผูกกับราคาน้ำมัน เพราะ CAD เคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน
  • ใช้เทรดตามแนวโน้มหรือข่าวที่เกี่ยวข้องกับตลาดพลังงานได้ดี
  • ตอบสนองเร็วในช่วงข่าวจากฝั่งแคนาดา เช่น ตัวเลขจ้างงาน หรือ BoC

ตัวอย่าง Time Frame M15 ของคู่เงิน CADJPY ที่มีแนวโน้มชัดเจน และ เทรดตามข่าวได้จากฝั่งแคนาดา 

กลยุทธ์ในการเทรด Cross Currency Pairs

  • วิเคราะห์หลาย Timeframe เพื่อจับจังหวะเข้าออก
    • Cross Currency มักมีความผันผวนสูงและเทรนด์ไม่ค่อยนิ่ง
    • การดูกรอบใหญ่ (Daily, Weekly) ร่วมกับกรอบเล็ก (H1, M15) ช่วยเลือกจังหวะเทรดแม่นขึ้น
  • ใช้กลยุทธ์ Breakout จากแนวรับ-แนวต้านสำคัญ
    • คู่ Cross อย่าง GBP/JPY หรือ EUR/JPY มักเกิดแรง Breakout ชัดเจนจากแนวรับ-แนวต้านที่แข็งแรง
    • รอราคาทะลุระดับสำคัญแล้วตามเทรนด์ จะช่วยลดการเข้าผิดทาง
  • เทรดตามความแข็งแกร่งของสกุลเงิน (Currency Strength Meter)
    • เปรียบเทียบความแข็งแกร่งของสกุลเงินทั้งสองข้าง เพื่อหาโอกาสซื้อฝั่งที่แข็ง หรือขายฝั่งที่อ่อน
    • ถ้า EUR แข็งและ GBP อ่อน ก็อาจซื้อ EUR/GBP
  • ใช้ข่าวเศรษฐกิจเฉพาะประเทศประกอบ
    • ติดตามข่าวสำคัญจากทั้งสองประเทศ เพื่อคาดการณ์ความผันผวนและโอกาสเข้าเทรด
    • ตัวเลข GDP, การประชุมธนาคารกลาง หรืออัตราดอกเบี้ย
  • เล่นกับความสัมพันธ์และ Correlation ของคู่เงิน
    • เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคู่ Cross กับ Major Pairs ที่เกี่ยวข้อง
    • EUR/JPY จะสัมพันธ์กับ EUR/USD และ USD/JPY
  • ตั้ง Stop Loss และ Take Profit ที่เหมาะสม
    • เพราะ Cross Currency บางคู่มีความผันผวนสูง ต้องเผื่อพื้นที่ Stop Loss กว้างกว่าปกติ เพื่อไม่ให้โดนตัดเร็วเกินไป
    • ส่วน Take Profit ควรตั้งให้เหมาะสมกับความผันผวนในแต่ละคู่
  • ใช้กลยุทธ์ Range Trading กับคู่ที่ผันผวนต่ำ
    • คู่ Cross บางคู่ เช่น EUR/GBP หรือ AUD/NZD มักวิ่งในกรอบราคา
    • ใช้การซื้อขายตามแนวรับแนวต้าน หรือ Oscillator อย่าง RSI, Stochastic เพื่อหาจุดกลับตัว
  • จัดการเงินทุนอย่างเคร่งครัด
    • ไม่ควรเปิดพอร์ตเต็มที่กับ Cross Currency ทั้งหมดในครั้งเดียว เพราะความผันผวนสูง
    • ควรกำหนดขนาด Lot ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและเงินทุน
  • ฝึก Backtest และ Forward Test กลยุทธ์บนคู่ที่เลือก
    • Cross Currency แต่ละคู่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน
    • การทดสอบกลยุทธ์ด้วยข้อมูลย้อนหลังช่วยปรับแต่งและมั่นใจในระบบก่อนใช้เงินจริง

ใน www.forexfactory.com มีการประกาศตัวเลขข่างเศรษฐกิจ แน่นอนเลยว่าในคู่ข่าวอย่าง USD / NZD / AUD / GBP จะส่งผลต่อคู่เงิน Cross Currency อย่างแน่นอน

เวลาเปิด-ปิดตลาดที่เหมาะสมกับ Cross Currency

  • เข้าใจช่วงเวลาการทำงานของตลาดหลักที่เกี่ยวข้อง
    • คู่ Cross Currency ส่วนใหญ่ประกอบด้วยสกุลเงินจากภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
    • การรู้เวลาทำการของตลาดเหล่านี้ช่วยเลือกเวลาที่สภาพคล่องสูง และราคาขยับมาก
  • ตลาดยุโรป (London Session)
    • ช่วงเวลาประมาณ 14:00 – 23:00 ตามเวลาไทย
    • เป็นช่วงที่มีการซื้อขายคู่เงินยุโรป เช่น EUR/GBP, EUR/JPY เคลื่อนไหวแรงและมีสภาพคล่องสูง
    • เหมาะกับการเทรด Cross Currency ที่เกี่ยวกับสกุลเงินยุโรป
  • ตลาดเอเชีย (Tokyo Session)
    • ประมาณ 7:00 – 16:00 ตามเวลาไทย
    • เหมาะกับคู่ Cross ที่มี JPY เช่น EUR/JPY, GBP/JPY
    • แม้สภาพคล่องจะต่ำกว่า London แต่ยังมีโอกาสทำกำไร โดยเฉพาะในช่วงข่าวเศรษฐกิจญี่ปุ่น
  • ตลาดอเมริกา (New York Session)
    • 20:00 – 05:00 ตามเวลาไทย
    • แม้ Cross Currency ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับ USD โดยตรง แต่ตลาดนี้ยังมีผลทางอ้อม โดยเฉพาะข่าวสำคัญ
    • ของ USD ที่อาจกระทบความเคลื่อนไหวของ Cross Currency
  • ช่วง Overlap ระหว่างตลาด London กับ Tokyo (14:00 – 16:00)
    • เป็นเวลาที่สภาพคล่องเริ่มเพิ่มขึ้น ราคามักเคลื่อนไหวมากขึ้น
    • เหมาะสำหรับการเปิดออเดอร์ หรือหาจังหวะ Breakout
  • ช่วง Overlap ระหว่างตลาด London กับ New York (20:00 – 23:00)
    • ช่วงเวลาที่สภาพคล่องสูงสุดและความผันผวนมากสุด
    • เหมาะกับเทรด Cross Currency ที่เกี่ยวข้องกับ GBP หรือ EUR เพราะมีการเคลื่อนไหวแรง
  • หลีกเลี่ยงช่วงตลาดนิ่ง (Low Liquidity)
    • ช่วงเที่ยงคืนถึง 6 โมงตามเวลาไทย สภาพคล่องต่ำ ราคาแกว่งน้อย หรือเกิดการผิดพลาดในการตั้งราคา (Slippage) สูง
  • ติดตามเวลาประกาศข่าวสำคัญ
    • โดยเฉพาะข่าวจากประเทศที่เป็นส่วนประกอบของคู่เงิน เช่น ข่าว BoJ สำหรับ JPY หรือ BoE สำหรับ GBP
    • การเทรดในช่วงนี้อาจทำให้เกิดโอกาสกำไรสูง แต่ก็ต้องระวังความผันผวนจัด

เลือกโบรกเกอร์และแพลตฟอร์มที่รองรับ Cross Currency

การเลือก โบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ ก็คิดว่าสำคัญมากแล้ว แต่ถ้าคุณเองเป็นสายเทรด Cross Currency ก็ควรที่จะเลือกแพลตฟอร์มที่รองรับในจุดนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วคุณจะเสียเปรียบมาก ๆ โดยโบรกเกอร์ Forex จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ครับ 

  • ตรวจสอบว่ามี Cross Currency ที่ต้องการเทรดครบ
    • โบรกเกอร์บางแห่งอาจมีคู่ Major ครบ แต่ Cross Currency บางคู่อาจไม่มีให้เทรด
    • ควรเช็ครายชื่อคู่เงินก่อนเปิดบัญชี เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้เทรดคู่ที่สนใจจริง ๆ
  • ค่าสเปรดและคอมมิชชั่นต้องเหมาะสม
    • คู่ Cross มักมีสเปรดกว้างกว่า Major
    • เลือกโบรกเกอร์ที่ให้สเปรดต่ำ หรือมีค่าคอมมิชชั่นสมเหตุสมผล เพื่อช่วยลดต้นทุนโดยรวม
  • สภาพคล่องและการเติมคำสั่งรวดเร็ว
    • ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีระบบส่งคำสั่งรวดเร็วและเสถียร เพราะ Cross Currency บางคู่เคลื่อนไหวเร็วและผันผวนสูง
    • หากเกิด Slippage หรือ Requote บ่อย จะทำให้ขาดทุนง่าย
  • แพลตฟอร์มเทรดที่รองรับการวิเคราะห์หลายกรอบเวลา
    • การเทรด Cross Currency ต้องดูหลาย Timeframe และใช้ Indicator หลายตัว
    • แพลตฟอร์มอย่าง MetaTrader 4/5, cTrader หรือ TradingView เป็นตัวเลือกที่ดี
  • ฟีเจอร์การวิเคราะห์และเครื่องมือช่วยเทรดครบถ้วน
    • เครื่องมือวิเคราะห์ความแข็งแกร่งสกุลเงิน (Currency Strength Meter), กลไก Stop Loss/Take Profitอัตโนมัติ, การแจ้งเตือนข่าวเศรษฐกิจ
  • การบริการลูกค้าและความน่าเชื่อถือ
    • โบรกเกอร์ต้องมีการดูแลลูกค้าอย่างมืออาชีพ และมีรีวิวที่ดี
    • ความน่าเชื่อถือช่วยให้มั่นใจว่าเงินทุนและคำสั่งเทรดจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง
  • ค่าธรรมเนียมซ่อนเร้นและนโยบายการถอนเงินชัดเจน
    • ตรวจสอบว่ามีค่าใช้จ่ายแอบแฝงหรือไม่
    • รวมถึงระยะเวลาและขั้นตอนการถอนเงินต้องรวดเร็วไม่ยุ่งยาก
  • รองรับบัญชีทดลอง (Demo Account) เพื่อทดลองเทรด Cross Currency และทดสอบกลยุทธ์ก่อนใช้เงินจริง
  • เงื่อนไขการฝาก-ถอนเงินหลากหลายและสะดวก

คลิปที่น่าสนใจ

  • ขอแนะนำคลิปที่อธิบายว่า Cross Currency Pairs คืออะไร ซึ่งแน่นอนเลยว่าเป็นคู่เงินที่มีจุดเด่น กับ จุดด้อยที่น่าสนใจ นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในคู่เงินที่เทรดเดอร์หลายคนสามารถทำกำไรได้ เป็นคู่ที่ถนัด โดยคลิปจากช่อง Commercial Group FX (CGFX) ที่ออกมาอธิบายว่า What are Cross Currency Pairs? 

สรุป

  • Cross Currency Pairs คือคู่เงินที่ไม่มีสกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐ (USD) รวมอยู่ด้วย
  • ราคาของคู่ Cross ขึ้นลงจากปัจจัยเศรษฐกิจของสองประเทศโดยตรง
  • มีความผันผวนสูงและสภาพคล่องต่ำกว่าคู่ Major Pairs แต่เปิดโอกาสทำกำไรสูงกว่า
  • การเทรดต้องติดตามข่าวเศรษฐกิจทั้งสองประเทศอย่างละเอียด
  • ควรเลือกเวลาซื้อขายช่วงตลาดยุโรปหรือตลาดที่มีการทับซ้อนกันของตลาดสำคัญ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดความเสี่ยง
  • เลือกโบรกเกอร์ที่มีสเปรดต่ำ และระบบส่งคำสั่งรวดเร็ว เพื่อประสิทธิภาพในการเทรด
  • ตั้ง Stop Loss อย่างเหมาะสมเพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด
  • เข้าใจพฤติกรรมเฉพาะของแต่ละคู่ และปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรและลดความเสี่ยงไม่จำเป็น

อ้างอิง

FAQ-คู่เงิน Cross Currency Pairs คืออะไร

เพราะ USD คือ ศูนย์กลางจักรวาล ในตลาด Forex ราคาของคู่ Cross อย่าง EUR/JPY ก็ถูกคำนวณขึ้นมาจากคู่ Major คือ EUR/USD และ USD/JPY ดังนั้น หากมีข่าวใหญ่จากสหรัฐฯ ที่ทำให้ USD แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะส่งผลให้ EUR/USD ร่วง และ USD/JPY พุ่งขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลต่อราคาของ EUR/JPY โดยตรง
ไม่ใช่แค่เรื่องกำไรอย่างเดียว แต่เหตุผลหลักคือ สภาพคล่องที่น้อยกว่า การซื้อขาย EUR/USD มีปริมาณมหาศาล ทำให้โบรกเกอร์ matching หาคนซื้อ-ขายมาจับคู่ได้ง่าย ความเสี่ยงก็ต่ำ สเปรดก็แคบ แต่สำหรับคู่ Cross เช่น AUD/NZD ปริมาณการซื้อขายมีน้อยกว่ามาก โบรกเกอร์เลยต้องบวกค่าความเสี่ยงเข้าไปในสเปรดด้วย เพื่อป้องกันตัวเองจากความผันผวนในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ
เพราะเมื่อเกิดวิกฤต นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงแล้ววิ่งเข้าหา → สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ซึ่งก็คือทั้ง JPY และ CHF แต่โดยปกติแล้ว เงินทุนจะไหลเข้า JPY รุนแรงกว่า ทำให้เมื่อตลาดกลัวมาก (Risk-Off) ค่าเงิน JPY จะแข็งค่าขึ้นเร็วกว่า CHF ทำให้กราฟ CHF/JPY ปรับตัวร่วงลง การเห็น CHF/JPY ร่วงลงอย่างรุนแรง เลยมองเป็นสัญญาณได้ว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะตื่นกลัวขั้นสุด
ใช้เป็นเครื่องมือยืนยันได้ แต่ไม่ใช่สัญญาณเข้าเทรดตรงๆ เช่น อยาก Buy EUR/JPY เพราะเห็นสัญญาณทางเทคนิคสวย ก่อนจะกดเข้าเทรด ก็ให้เหลือบไปมองคู่เงินที่เป็นส่วนประกอบของมันคือทั้ง EUR/USD และ USD/JPY

  • ถ้า EUR/USD กำลังขึ้น และ USD/JPY ก็กำลังขึ้น = สัญญาณยืนยันชั้นดีว่าแรงซื้อใน EUR/JPY มาจากทั้งสองฝั่ง ทำให้มีโอกาสสำเร็จสูง
  • ถ้า EUR/USD กลับกำลังร่วง = สัญญาณเตือนว่า ฝั่งยูโรกำลังอ่อนแอ เทรด Buy EUR/JPY มีความเสี่ยงที่จะแพ้
ช่วงกลางคืนของไทยคือช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทับซ้อนกัน ทำให้สภาพคล่องสูง การเล่นคู่ Cross ที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้คือคู่ที่เกี่ยวกับ EUR และ GBP เช่น EUR/JPY และ GBP/JPY เพราะเป็นช่วงเวลาทำการของฝั่งยุโรปและอังกฤษพอดี เมื่อมารวมกับ Sentiment ของตลาดอเมริกาที่เปิดทำการแล้ว ก็จะส่งผลต่อเนื่องไปหาพวก Safe Haven เช่น JPY ได้  เพราะถึงแม้ญี่ปุ่นจะปิดตลาดไปแล้ว (ตลาดโตเกียวปิดตอนเย็นของไทย) แต่ JPY เป็น Safe Haven Currency ที่ตอบสนองต่ออารมณ์ตลาดโลก โดยเฉพาะความผันผวนจากฝั่งสหรัฐ เช่น ข่าวดอกเบี้ย, หุ้นตก, เงินเฟ้อ

 

เขียนโดย

Poomipat Wonganun

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chatchawal Nakcharoen