Relative Vigor Index (RVI) ก็เป็นอินดิเคเตอร์อีกหนึ่งตัวที่ใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะใช้วิธีเปรียบเทียบราคาปิดกับราคาสูงสุด-ต่ำสุดและราคาเปิดของสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่กำหนด แล้ว RVI มีวิธีใช้งานอย่างไร มีข้อดีและข้อควรระวังในการใช้งานแบบไหน วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

Relative Vigor Index (RVI) คืออะไร?

Relative Vigor Index (RVI) คือ อินดิเคเตอร์ ในหมวดหมู่ Oscillators ที่ใช้ในการวัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม หลักการทั่วไปคือจะใช้ราคาปิดของสินทรัพย์มาเทียบกับราคาสูงสุด-ต่ำสุดและราคาเปิดเพื่อหาแนวโน้มราคาที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กำหนด 

  • การใช้งาน RVI จะคล้าย Stochastic Oscillator เพียงแต่ RVI จะแสดงช่วงการเคลื่อนไหวของราคาได้ชัดเจนกว่า 
  • สามารถใช้ RVI ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่นๆ เช่น Stochastic Oscillator เพื่อเพิ่มความแม่นยำของสัญญาณซื้อขายได้
  • RVI มีความแม่นยำค่อนข้างสูง แต่ถ้าเปิดออเดอร์แล้วก็ควรตั้ง Stop Loss เพื่อป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ด้วย
  • RVI เป็นอินดิเคเตอร์พื้นฐานที่เปิดใช้งานจาก MT4/MT5 ได้เลย

วิธีใช้งาน Relative Vigor Index

ถ้าดูจากตัวอย่าง หน้าจอกราฟ ที่ใช้ Relative Vigor Index แล้ว สัญญาณการซื้อขายทั่วไปจะดูจากจุดตัดของเส้นสีเขียวและสีแดง โดยจะมีหลักการง่ายๆ  ได้แก่

  • สัญญาณการซื้อขายจะต้องเป็นจุดตัดกันระหว่างเส้น RVI สีเขียวและสีแดง โดยจะดูจากเส้นใดเส้นหนึ่งเป็นหลัก
    • ถ้าเส้น RVI สีเขียวตัดเส้นสีแดงแล้วพุ่งขึ้น หมายถึงแนวโน้มตลาดเป็นขาขึ้น ให้เปิดออเดอร์ Buy
    • ถ้าเส้น RVI สีเขียวตัดเส้นสีแดงแล้วพุ่งลง หมายถึงแนวโน้มตลาดเป็นขาลง ให้เปิดออเดอร์ Sell
  • สามารถใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่นเพื่อเพิ่มความแม่นยำของสัญญาณการซื้อขายได้
  • หลังจากที่เห็นจุดตัดของเส้นยังไม่ควรเปิดออเดอร์ทันที ควรรอดูแท่งเทียนอีก 1-2 แท่งก่อนเพื่อทดสอบสัญญาณหลอก

ข้อดีและข้อจำกัดในการใช้งาน Relative Vigor Index 

การใช้งาน Relative Vigor Index ก็เหมือนอินดิเคเตอร์อื่นๆ คือต้องมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดในการใช้งาน

ข้อดีของ RVI

  • RVI สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดได้อย่างแม่นยำ เพราะใช้ราคาปิดมาเป็นตัวคำนวณจึงเห็นถึงแรงซื้อ-แรงขายที่แท้จริง
  • RVI มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม จับจังหวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็ว เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบ เทรดตามเทรนด์

ข้อจำกัดของ RVI

  • RVI ไม่แสดงระดับ Overbought และ Oversold ทำให้แยกแยะได้ยากว่าแนวโน้ที่เกิดขึ้นนี้สูงหรือต่ำจริงหรือยังเมื่อเทียบกับสถิติเก่าๆ ของสินทรัพย์นั้น ยิ่งช่วงที่ราคาผันผวนบ่อยก็ยิ่งแยกแยะได้ยาก
  • ปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยการกำหนด Trailing Stop หรือ Stop Loss เอาไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง 
  • สามารถนำ RVI มาใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่นที่บอก Overbought และ Oversold เช่น Stochastic ก็ได้ เพื่อให้เห็นกรอบราคาและแนวโน้มราคาที่ชัดเจนมากขึ้น

วิธีใช้ RVI ร่วมกับ Stochastic

อย่างที่ได้บอกเอาไว้ว่า RVI จะมีจุดเด่นตรงที่บอกแนวโน้มตลาดได้แม่นยำ ซึ่งสามารถนำมาใช้คู่กับ Stochastic เพื่อช่วยบอก Overbought และ Oversold ได้ (แรงซื้อหรือแรงขายมากเกินไป) โดยจะมีวิธีอ่านค่าข้อมูลดังนี้

  • รอดูสัญญาณ Overbought และ Oversold จาก Stochastic ก่อนว่าแตะเส้น 80 หรือ 20 ตอนไหน 
  • ถ้าเส้น Stochastic อยู่สูงกว่า 80 คือ Overbought เป็นสัญญาณให้เตรียมเปิดออเดอร์ Sell
  • ถ้าเส้น Stochastic อยู่ต่ำกว่า 20 คือ Oversold เป็นสัญญาณให้เตรียมเปิดออเดอร์ Buy
    • เมื่อเห็นสัญญาณตัดเส้น 80 หรือ 20 จาก Stochastic ให้มาดูที่ RVI ว่าจะมีเส้นสีเขียวและสีแดงตัดตรงช่วงเวลาเดียวกันไหม
  • ถ้าสัญญาณจากทั้ง Stochastic และ RVI ตรงกันเมื่อไหร่ก็ เปิดออเดอร์ ได้เลย

การใช้ RVI ร่วมกับ Stochastic จะช่วยให้เห็นสัญญาณการซื้อขายที่ชัดเจนขึ้น ลดโอกาสโดนสัญญาณหลอกได้เพราะ Stochastic จะทำให้เห็นภาวะซื้อหรือขายมากเกินไปซึ่งเป็นสัญญาณในการกลับตัวของราคาด้วย

ตัวอย่างการใช้งาน Relative Vigor Index 

ตัวอย่างการใช้งาน Relative Vigor Index จะเป็นคลิปวีดีโอชื่อ Relative Vigor Index Indicator Strategy 100x times tested จากช่อง FxDailyReport.Com บน Youtube ซึ่งจะพูดถึงผลลัพธ์ของการทดสอบย้อนหลัง (Backtested) 100 ครั้ง ในระยะเวลา 5 วัน โดยใช้อินดิเคเตอร์ Relative Vigor Index 

  • นาทีที่ 0.39 หลักการใช้งาน RVI เบื้องต้น
  • นาทีที่ 1.00 เริ่มต้นใช้ RVI ต้องพิจารณาอะไรบ้าง
  • นาทีที่ 2.08 สัญญาณการเปิดออเดอร์ซื้อขาย
  • นาทีที่ 3.42 ตัวอย่างการทดสอบย้อนหลัง 100 ครั้ง
  • นาทีที่ 4.44 สรุปผลลัพธ์ที่ได้จากการทดสอบย้อนหลัง 100 ครั้ง

ตัวอย่างการใช้งาน Relative Vigor Index ที่นำมาให้ดูนี้จะเป็นการใช้งานอินดิเคเตอร์ RVI แค่ตัวเดียว และมีผลสรุปอัตราความสำเร็จอยู่ที่ 50% ซึ่งยังสามารถเพิ่มความสำเร็จได้ด้วยการนำอินดิเคเตอร์อื่นเข้ามาใช้ร่วมกัน

บทสรุป: RVI ใช้ดีไหม มีความแม่นยำจริงไหม? 

Relative Vigor Index เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มได้แม่นยำ เพราะเป็นการใช้ราคาปิดมาเทียบกับทั้งราคาสูงสุด-ต่ำสุดและราคาเปิดของสินทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่งจึงสะท้อนแรงซื้อ-แรงขายที่แท้จริงออกมาได้

แต่ RVI ก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่จะบอกแค่ว่าช่วงนี้มีแนวโน้มราคาไปในทิศทางไหน ไม่ได้บอกชัดเจนว่าแนวโน้มราคานี้สูงหรือต่ำจริงหรือไม่เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาด และช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงก็มีโอกาสให้สัญญาณหลอกได้ด้วย ดังนั้นจึงมักนำอินดิเคเตอร์อื่นมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มความแม่นยำของสัญญาณซื้อขาย เช่น RSI หรือ Stochastic ที่บอก Overbought และ Oversold

อ้างอิง

  1. Relative Vigor Index (RVI): Master the Formula and Trading Strategies, https://www.investopedia.com/terms/r/relative_vigor_index.asp
  2. Relative Vigor Index (RVI), https://www.fidelity.com/learning-center/trading-investing/technical-analysis/technical-indicator-guide/relative-vigor-index
  3. RVI (Relative Vigor Index) Indicator แจกฟรี สอนการใช้งานอย่างละเอียด, https://forexthai.in.th/relative-vigor-index-indicator/
  4. RVI Indicator and Strategies, https://www.avatrade.com/education/technical-analysis-indicators-strategies/rvi-indicator-strategies
  5. วิธีการใช้ Relative Vigor Index คือ, https://www.thaiforexbroker.com/relative-vigor-index/

FAQ: คำถามที่พบบ่อยในการใช้งาน RVI

Relative Vigor Index หรือ RVI คืออินดิเคเตอร์ที่ใช้ในการวัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม ซึ่งจะใช้ราคาปิดของสินทรัพย์มาเทียบกับราคาสูงสุด-ต่ำสุดและราคาเปิดในช่วงเวลาที่กำหนดเอาไว้

การใช้งาน Relative Vigor Index จะต้องดูจุดตัดของเส้นสีเขียวและสีแดงเพื่อเป็นสัญญาณการซื้อขาย

  • ถ้าเส้นสีเขียวตัดเส้นสีแดงแล้วพุ่งขึ้น คือแนวโน้มขาขึ้น ให้เปิดออเดอร์ Buy
  • ถ้าเส้นสีเขียวตัดเส้นสีแดงแล้วดิ่งลง คือแนวโน้มขาลง ให้เปิดออเดอร์ Sell
ความแม่นยำของ RVI จะขึ้นอยู่กับ Time Frame ที่เลือก ถ้าเป็นกรอบเวลาสั้นๆ แนวโน้มที่ได้จะมีความผันผวนสูง มีโอกาสเจอสัญญาณหลอกสูง ดังนั้นเทรดเดอร์หลายคนจึงนำอินดิเคเตอร์อื่นมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มความแม่นยำของสัญญาณ
เนื่องจาก RVI จะบอกแค่แนวโน้มราคาและให้สัญญาณซื้อขาย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าแนวโน้มราคานั้นสูงจริงหรือต่ำจริงแล้วหรือยัง และอาจมีสัญญาณหลอกได้ง่าย ดังนั้นเทรดเดอร์ควรมีประสบการณ์ในการมองภาพรวมตลาดมาบ้างพอสมควร หรืออาจนำอินดิเคเตอร์อื่นมาใช้ด้วยกันเพื่อเพิ่มความถูกต้องของสัญญาณ
หนึ่งในอินดิเคเตอร์ที่นิยมนำมาใช้คู่กันกับ RVI ก็คือ Stochastic ที่จะบอก Overbought และ Oversold ทำให้รู้ว่าในช่วงไหนมีภาวะซื้อหรือขายมากเกินไป และจับสัญญาณในการเปิดออเดอร์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
หนึ่งในอินดิเคเตอร์ที่นิยมนำมาใช้คู่กันกับ RVI ก็คือ Stochastic ที่จะบอก Overbought และ Oversold ทำให้รู้ว่าในช่วงไหนมีภาวะซื้อหรือขายมากเกินไป และจับสัญญาณในการเปิดออเดอร์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

  • การเทรดระยะสั้น ในกรอบเวลา 5-15 นาที แนวโน้มราคาจะมีความผันผวนสูง แม้จะเหมาะกับการเก็งกำไรแต่ก็ต้องมีประสบการณ์ในการมองภาพรวมตลาดอยู่พอสมควร
  • การเทรดระยะกลางในกรอบเวลา 1-4 ชั่วโมง ได้ความแข็งแกร่งของแนวโน้มที่ดีขึ้น สัญญาณมีความเสถียร ได้รับความนิยมสำหรับสาย Swing Trade
  • การเทรดระยะยาว ในกรอบเวลา 1 วันขึ้นไป สัญญาณที่ได้มีความชัดเจน โอกาสเจอสัญญาณหลอกมีน้อย แต่ก็จะมีจุดตัดที่เป็นสัญญาณซื้อขายน้อยลง

 

เขียนโดย

Somchai Witthtaya

ผู้ตรวจทานความถูกต้อง

Chonthicha Poomidon